Comments ล่าสุด

  • อัสลามมุอาลัยกุ ม อัลฮัมดุลิลลา เข้ารับอิสลามแล ้ว...
  • :P `อ่านแล้ว รู้สึกประทับใจ
  • ควรทำอย่างไรดี? ทำในสิ่งที่ห้วใ จเรียกร้องสิคะ เริ...
  • อยากรู้จังเลย ว่าเราจะกว้าผ่า นกว้าแรกได้รึป่ าว เ...
  • ดิฉันต้องการเข้ ารับศาสนาอิสลาม ต้องเริ่มต้นอย่ าง...

สมัคร nikah

สนับสุนนโดย

เมื่อคุณกลัวความตาย พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
เขียนโดย Administrator   
วันจันทร์ที่ 07 ธันวาคม 2009 เวลา 20:31 น.

Flover_21อัสลามมุอะลัยกุม วะเราะมาตุ้ลลอฮฺ วะบาเราะกาตุ

ชื่อซิลมี่ อายุ 22 ปี

ขณะนี้ทำงานอยู่ที่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

เดิมทีนับถือศาสนาพุทธค่ะ แต่ก็มีไปร่วมประกอบพิธีของคริสต์บ้าง เนื่องจากคุณแม่นับถือศาสนาคริสต์ ก่อนหน้านี้เป็นคนค่อนข้างชอบเข้าวัดมาก ๆ ค่ะ เข้าไปแล้วรู้สึกสบายใจ (เพราะว่าวัดที่ใกล้บ้าน เป็นวัดป่าซึ่งไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านนัก รวมกับพระสงฆ์ที่นี่ฉันอาหารมื้อเดียวในความเป็นพุทธ จะรู้สึกศรัทธากับพระและวัดนี้มาก ด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง) แต่ถึงแม้ว่าคุณแม่จะนับถือ ศาสนาคริสต์(คาทอลิก) แต่ว่าแม่ก็บอกว่าตั้งแต่อยู่กับพ่อมา แม่ก็เหมือนนับถือ 2 ศาสนา (เพราะเวลามีทำบุญที่ไหน แม่ก็ไปหมด เพราะอยู่ในสังคมแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว แต่พอมีทำบุญป่าช้าของศาสนาคริสต์ แม่ก็จะพากลับไปต่างจังหวัดเพื่อไปเข้าโบสถ์แล้วก็ทำบุญให้ตายาย) ซิลมี่จึงไม่ค่อยเห็นข้อขัดแย้งกันในศาสนาทั้ง 2 ศาสนานี้เลย

 

 

แต่พอแม่ซิลมี่ป่วยด้วยโรคมะ์เร็งซึ่งไม่มีทางรักษาและจากไปอย่างรวดเร็ว มันทำให้ซิลมี่คิดอะไรได้หลายอย่างมาก ๆ เลยค่ะช่วงนั้นเหมือนคนบ้าที่แบบว่าไปดูร่างทรงว่า แม่เราเป็นยังไงบ้าง จากเราไปแล้วไปอยู่ที่ไหน  ร่างทรงก็บอกว่าแม่เรายังวนเวียนอยู่ที่บ้านเพราะยังไม่หมดอายุขัย ยังไปเกิดไม่ได้ (ตามความเชื่อของคนพุทธ) เขาก็บอกให้เราทำบุญให้เยอะ ๆ ตอนนั้นจำได้ว่าหมดเนื้อหมดตัวเลย เพราะว่าเราก็ทำให้เขาตั้งแต่เขายังไม่เสียแล้ว และค่ารักษาแม่ก็เยอะมาก ตอนนั้นจิตใจวนเวียนแต่จะทำบุญ จะต้องตั้งศาลล้างอาถรรพณ์เพราะเจ้าที่แรง คือทำหลายอย่างมากจริง ๆ ค่ะ แล้วมันก็คิดไปถึงเรื่องที่ว่า เอ๊ะ! ทำไมคนเราเกิดมาต้องตายด้วย ทำไมตายแล้วยังได้เกิดใหม่อีกเหรอ แล้วถ้าเกิดใหม่จริงทำไมจำกันไม่ได้แล้ว ใครทำให้เราต้องตาย ใครกำหนดให้เราตาย คือ คำถามพวกนี้มันก้องอยู่ตลอดเวลาอ่ะค่ะ จนเพื่อน ๆ ก็ต้องคอยอยู่ใกล้ ๆ เพราะกลัวว่าเราจะเครียดมากไป เรียนไม่รู้เรื่องเลยค่ะ การเรียนตกมากจนเพื่อน ๆ เป็นห่วง


แต่ก็โชคดีที่ตอนนั้นมีแฟนที่ช่วยให้กำลังใจด้วยอีกคน แฟนคนนี้เป็นคนมุสลิมค่ะ ตอนรู้จักกันก็ไม่ได้คิดอะไร ก็คิดเหมือนกับคนทั่ว ๆ ไปว่า เค้าไม่กินหมู และเค้าไม่ไหว้พระ เค้ามีพระเจ้าของเค้า ก็รู้อยู่แค่นี้เอง และเค้าก็พาเราไปหาญาติ ๆ ซึ่งแต่ละคนก็ไม่ได้แสดงท่าทางรังเกียจเราเลย แม้เราจะเป็นคนพุทธ ทุกคนพูดจากับเราดีมากและดูแลเราเป็นอย่างดี ่ตอนนั้นซิลมี่ก็ไม่ได้คิดจะศึกษาอะไรเพิ่มเติมเลย ก็คบกันมาเรื่อย ๆ เป็นเวลาปีกว่าจนกระทั่งวันนึง เค้าบอกว่าอยากพาไปเจอกับคนที่บ้านน่ะ อยากพาไปแนะนำให้มะ(แม่)ได้รู้จักว่าตอนนี้คบกับเราอยู่ (เหตุผลนึงเพราะบังไม่อยากแต่งงานกับคนที่มะ์เลือกให้)


วันนั้นก็ตัดสินใจไปที่บ้านของบัง พอไปถึงบรรยากาศอึมครึมมากเลยค่ะ เป็นเวลาที่น่ากลัวมาก ๆ เลย มะ์พูดกับเราว่า “เป็นคนพุทธใช่ไม๊ แค่เห็นเราไหว้ก็รู้แล้ว ยังไงก็ไม่ขอรับคนพุทธเป็นสะใภ้แน่นอน ให้เราเลิกคบหากันซะ เพราะว่าถึงคบกันไปก็คงอยู่กันไม่ได้อยู่ดี เราก็ยังเด็กอยู่ยังเรียนอยู่ก็คิดว่า เราน่าจะเข้าใจอะไรได้ง่าย คงคิดได้ว่าอะไรเป็นอะไร คน 2 คนนับถือศาสนาต่างกันจะอยู่ชีวิตคู่ด้วยกันได้ยังไง เพราะอีกคนกินหมู อีกคนไม่กินหมู อีกคนละหมาด อีกคนไม่ละหมาด อีกคนถือศีลอด อีกคนไม่ได้ถือ อีกคนไหว้พระ ส่วนอีกคนมีพระเจ้า ตอนนี้เธอคงยังไม่คิดอะไร ยังรู้สึกว่า น่าจะอยู่ด้วยกันได้เพราะว่ามีความรัก แต่ให้คิดถึงว่าหากมีลูกหล่ะแล้วจะอยู่ยังไง ลูกจะนับถือศาสนา

อะไร ให้คิดถึงตรงนี้ด้วย” โอ้โห! แบบว่าเป็นชุดเลยค่ะ เชื่อไม๊ค่ะพอเราออกมาจากบ้านปุ๊บ ซิลมี่ก็ ขอเลิกกับแฟนทันทีเลยค่ะ แบบว่าไม่ต้องคิดเลยค่ะ ส่วนบังเค้าก็ตกใจใหญ่เลยค่ะ เค้าก็บอกว่า ทำไมเลิกง่ายจังเลย ไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมเค้าต้องพูดแบบนั้น เราก็คิดว่ามันก็จริงอ่ะน่ะ ตอนนั้นเริ่มชักอยากจะรู้แล้วว่า อะไรกันน่ะอิสลามเนี๊ยะ มันมีอะไรมากมายขนาดนั้นเลยหรอ ขนาดพ่อแม่เราต่างศาสนา เค้ายังอยู่กันได้เลย แล้วทำไมอิสลาม ถึงต้องบังคับให้เข้าอิสลามก่อนถึงจะแต่งงานกันได้ พอคิดได้ ก็ค้างเรื่องเลิกกับแฟนไว้ก่อน


แต่....ไม่ค้างเรื่องที่สงสัยค่ะ ซิลมี่เข้าอินเตอร์เน็ตอย่างเอาเป็นเอาตายเลยค่ะ อยากรู้นักว่าศาสนาอิสลามเนี๊ยะเค้าสอนอะไร อ่านมันไปเรื่อย ๆ แล้วก็มีโอกาสได้ถือศีลอดด้วยค่ะ ปีที่ 2 ที่คบกับบัง เค้าก็บอกว่าลองถือศีลอดไม๊ ถือแบบครึ่งวันก็ได้ให้ลองดู ซิลมี่ก็เอาถือก็ถือ ก็ตั้งเจตนาว่าขอถือศีลอดเพื่ออัลลอฮฺ (ตอนนั้นยังไม่ได้ถึงกับศรัทธานะคะ แต่มีความรู้สึกว่าพระองค์มีจริงน่ะ) ก็ถือบวชเลยค่ะ แล้วก็บวชได้เต็มวันด้วย จำได้ว่าครั้งนั้นขาดไปไม่กี่วันเอง รู้สึกปลื้มยังไงไม่รู้ หลังจากถือบวชแล้ว ซิลมี่ก็ยังคงอ่านเรื่องราวของอิสลามไปเรื่อย ๆ จนเหมือนมันจะเริ่มซึมซับทีละเล็กละน้อย เพราะว่าอ่านเท่าไหร่ก็ไม่พอสักทีรู้สึกอยากอ่านอยู่เรื่อยเลย

จนเริ่มเข้าปีที่ 3 บังเค้าก็พาซิลมี่ไปงานแต่งงานนึง ซึ่งงานนั้นมะ์กับป๋าของบังไปด้วย วันนั้นซิลมี่ไม่ทราบเลยว่าจะเจอมะ์กับป๋า แต่รู้สึกว่ามะ์กับป๋าเค้ารู้อยู่แล้วว่าเราจะไป ก่อนบังจะพาไปหามะ์กับป๋า เค้าก็สอนเราว่า เวลาเจอให้เราสลามเค้าก่อน (บอกแต่ท่าทางค่ะไม่ได้บอกว่าต้องกล่าวสลามเพราะคงสอนไม่ทัน) พอเข้าไปสลามเค้า เค้าก็รับสลามแล้วก็บอกว่ากลับจากงานให้ไปคุยกันที่บ้านหน่อย เราก็เอ๊ะมีอะไรจะคุยกับเรากันหล่ะเนี๊ยะ แต่ความจริงไม่ได้น่ากลัวอย่างในความคิดค่ะ มะ์พูดกับซิลมี่ดีกว่าครั้งก่อน


มะ : เห็นบังกับน้องมาบอกว่า สนใจศาสนาอิสลามหรอ?

ซิลมี่ : ค่ะ ก็ลองศึกษาดูค่ะ
มะ์ : แล้วศึกษายังไงหล่ะ?
ซิลมี่ : อ่านทางอินเตอร์เน็ตค่ะ แล้วก็หนังสือที่ห้องสมุดที่มหาลัย
มะ์ : แล้วอยากศึกษาจริง ๆ หรือเปล่า?
ซิลมี่ : อยากค่ะ แต่ตอนนี้คงยังศึกษาไม่เต็มที่ เพราะยังต้องเรียนหนังสือก่อนค่ะ
มะ์ : ถ้าอยากศึกษาจะพาไปโรงเรียนสอนศาสนา สนใจจะไปไหม เค้าสอนวันอาทิตย์
ซิลมี่ : สนใจค่ะ
มะ์ : ถ้างั้นมะจะพาไป จะได้เรียนให้ถูกทาง .........


นับจากนั้นซิลมี่กับมะ์ก็พากันไปที่โรงเรียนสันติชนค่ะ มะ์ดูใจดีกว่าก่อนหน้านั้นมากเลยค่ะ ซื้อหนังสือแล้วก็ตะละกงให้ไว้เรียนละหมาด หลังจากนั้น ซิลมี่ก็เริ่มไปเรียนเองคนเดียว ก็เรียนบ้างขาดบ้าง เพราะติดทำรายงาน ก็บอกมะ์ว่าขอเวลาเรียนสักหน่อยเพราะเคยทิ้งไปช่วงตอนแม่เสียก็อยากดึงเกรดกลับมา มะเค้าก็ดีค่ะ ไม่ว่าอะไร ความรู้สึกตอนไปเรียนที่สันติชน รู้สึกว่าอิสลามให้คำตอบอะไรเรามากมายเลย คำถามที่เคยก้องอยู่ในหัวเมื่อก่อนว่า “ใครกันน่ะที่สร้างโลกนี้มา ใครกันสร้างจักรวาล ใครกันสร้างมนุษย์ หรือมนุษย์เราเป็นวิวัฒนาการจากเจ้าลิงอย่างนั้นจริง ๆ หรอ แล้วเวลาตายแล้วเราจะไปไหนหล่ะ แล้วใครกำหนดให้เราตายหล่ะฯ” คือแค่มาเรียนที่นี่ก็ได้คำตอบหมดแล้วอ่ะค่ะ ยิ่งพอได้อ่านหนังสือเพิ่มเติมมันยิ่งรู้สึกขนลุกอ่ะค่ะ เหมือนกับว่าเราเจอของจริงเข้าแล้ว ประมาณนั้นเลยค่ะ (ตอนนั้น

ยังไม่รู้หรอกค่ะว่า ตัวเองได้ศรัทธาในศาสนาอิสลาม ศรัทธาในอัลลอฮฺแล้ว)

หลังจากนั้นมาซิลมี่ก็ได้ไปบ้านบังเค้าบ่อย ๆ ได้ไปออกงานตามที่ต่าง ๆ โดยมีผู้ช่วยคือ น้องสาวของบังเค้านั่นแหละค่ะ คอยจัดการเรื่องคลุมผมให้ พอคลุมหัวทีไรก็รู้สึกว่าไม่อยากถอดเลยจริงๆ (นอกจากรู้สึกดีแล้วยังรู้สึกว่าตัวเองดูดีขึ้นด้วยค่ะ อันนี้ความรู้สึกส่วนตัวค่ะ) แต่พอมางานล่าสุดที่ไปคืองานแต่งของผู้หญิงที่มะ์เค้าอยากให้บังเค้าแต่งด้วยค่ะ วันนั้นประหม่าอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ เพราะว่าญาติ ๆ เค้าก็มองกันรวมทั้งเจ้าสาว เค้าก็มองเราแบบพินิจพิจารณาอ่ะค่ะ แต่ก็ผ่านไปด้วยดีค่ะ และวันนั้นเองญาติ และมะ์ทางฝ่ายบัง เห็นพ้องต้องกันว่าอยากให้ซิลมี่เข้ารับอิสลามซะวันนั้นเลย เพราะว่าเป็นวันดีแล้วก็มีผู้ใหญ่เยอะจะได้มีพยานรับรู้เยอะ ๆ (ซิลมี่รู้สึกอยากกลับบ้านเลยค่ะ รู้สึกว่าเรายังไม่พร้อมเลยน่ะ ถึงแม้จะรู้ว่าตัวเองเชื่อในพระเจ้าแล้วแต่ว่า ความรู้สึกตอนนั้นมันก็กลัวอ่ะค่ะ มันรู้สึกตื่นเต้นจนมือไม้สั่นหมดเลย) โชคดีที่ตอนนั้นมีญาติผู้ใหญ่หลายคนมาช่วยกันพูด ชวนเราคุยว่า “หนูเรียนศาสนาแล้วเชื่อหรือเปล่าว่าพระเจ้ามีจริง (เชื่อค่ะ) แล้วหนูรู้สึกศรัทธาไม๊ (ศรัทธาค่ะ) แล้วหนูตั้งใจจะเรียนศาสนาต่อไปหรือเปล่า (เรียนค่ะ) แล้วหนูคิดจะเข้ารับอิสลามไม๊ (เข้าค่ะ) แต่ไม่คิดว่าจะเป็นวันนี้เพราะยังไม่ได้เตรียมใจเลย) ไม่เป็นไรแค่นี้ก็พอแล้ว จะเข้าวันนี้หรือวันไหนก็ต้องเข้าเหมือนกัน เข้าวันนี้แหละดีแล้ว อยู่กันหลายคน แล้ววันนี้เป็นวันดี โต๊ะอีหม่ามก็อยู่ แขกที่มางานวันนี้จะได้มาแสดงความยินดีกับหนูด้วย” เราก็คิดในใจอยู่นานเหมือนกันค่ะ ก็ตัดสินใจบอกว่าพร้อมแล้วที่จะรับอิสลาม


เวาะ(ลุง)เค้าก็เขียนบทกล่าวปฏิญาณตนมาให้ท่อง แล้วบอกว่าถ้าพร้อมก็บอกได้เลยน่ะ แล้วเค้าก็ทิ้งซิลมี่กับบังไว้ 2 คน เพื่อให้มีสมาธิในการท่อง ผ่านไป 10 นาที (ที่จริงท่องได้ตั้งนานแล้วหล่ะแต่กำลังเตรียมใจอยู่ค่ะ บอกกับบังว่าตื่นเต้นมากเลย) พอเตรียมใจเสร็จก็บอกเค้าว่าพร้อมแล้ว เค้าก็พากันมานั่งล้อมซิลมี่กันเลยค่ะ มีโต๊ะอีหม่ามนั่งอยู่หน้าซิลมี่ วันนั้นบนบ้านเหมือนเราจัดงานเลี้ยงกันเลยค่ะ มีคนเยอะแยะเลยมาร่วมกันเป็นพยาน รู้สึกทั้งอบอุ่นทั้งตื่นเต้นปนเปกันไป แต่ก็เอาหล่ะตัดสินใจแล้วก็พูดเลยค่ะ ตอนกล่าวจำได้ว่าน้ำเสียงสั่นมาก (มันควบคุมไม่อยู่จริง ๆ ค่ะ) พอกล่าวเสร็จปุ๊บก็ร้องไห้เลยค่ะ รู้สึกโล่งยังไงไม่รู้ รู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่เลยค่ะ คิดว่าใครที่เข้ารับใหม่คงรู้สึกเช่นเดียวกัน เวาะเค้าก็บอกว่า “ต่อแต่นี้เธอคือผ้าขาวแล้วน่ะ สิ่งที่ผ่านมาอัลลอฮฺยกให้เธอหมดแล้ว เธอคือคนใหม่ต่อแต่นี้ไปขอให้ทำแต่ความดีและนึกถึงอัลลอฮฺไว้เสมอ ให้ตั้งเจตนาว่าขอเวลาศึกษาศาสนาก่อนแล้วเราจะไม่มีบาป  ให้ตั้งเจตนาตลอดเวลา และให้กล่าวนามอัลลอฮฺให้มาก ๆ”


หลังจากนั้นไม่กี่วันก็ได้ชื่อ “ซิลมี่” มาใช้จนปัจจุบันนี้ รู้สึกว่าชื่อนี้ดูน่ารักจัง ! และต่อมาไม่นานก็ได้เข้าพิธีนิกะห์กับบังและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาจนถึงวันนี้ จากที่ได้ใช้ชีวิตคู่มานั้น อัลลอฮฺก็มีบททดสอบหลายๆ อย่างเกี่ยวกับชีวิตคู่ ล้มลุกคลุกคลานมาก็หลายหน บางครั้งก็ท้อเหมือนกันเพราะไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร (ที่ผ่านมายังละหมาดไม่เป็นนะคะ ยังไม่รู้จักการขอดุอา์ ศึกษาแต่การศรัทธาและเรื่องทั่วไป เนื่องจากช่วงหลังไม่ได้ไปเรียนที่สันติชนเลยจับอะไรไม่ถูก ก็หาอ่านไปเรื่อย ๆ เหมือนเดิม)

จนมาวันนึงได้เจอเว็บไซต์ของอ.มุรีด ทิมะ์เสนและอ.เชคริิฎอ อะหมัด สมะดี ้ฟังบรรยายและอ่านบทความหลาย ๆ อย่าง รู้สึกชอบเว็บไซต์นี้ (อาจเป็นเพราะอาจารย์เค้าสอนแบบเข้มแข็งดีค่ะ รู้สึกว่าอาจารย์จริงจังเรื่องศาสนามาก ๆ เลย เข้ากับนิสัยซิลมี่เหมือนกัน) พอเริ่มดูบรรยายเรื่องละหมาดก็เริ่มอยากละหมาดแล้ว (ที่ผ่านมาไม่เคยละหมาดเลยค่ะ เพราะอ่านได้แต่อัลฟาติหะฮ์คิดว่ามันไม่พอก็เลยยังไม่ทำ) เริ่มมีเรื่องเกี่ยวกับละหมาดมาถามอ.มุรีดบ่อย ๆ (ถามบนเว็บบอร์ด) และก็มีถามเรื่องโน้นเรื่องนี้สารพัดเลยค่ะ อาจารย์เค้าตอบบ้าง ไม่ได้ตอบบ้าง แต่ก็ชอบถาม จนวันนึงมีพี่คนนึงเข้ามาทักเราทางMSN ชื่อ “พี่อะมานี” ก็เข้ามาทักว่าเห็นเราสนใจเรื่องศาสนา ถ้ามีอะไรสงสัยสามารถ

สอบถามได้ หรืออยากให้ช่วยเหลืออะไรก็ให้บอก ทีนี้ก็เข้าทางสิค่ะ ถามแต่เรื่องละหมาดล้วน ๆ เลยค่ะ มีความรู้สึกว่าอยากทำเหมือนกัน แต่ยังไม่กล้าเท่าไหร่ (เป็นคนประเภทที่ว่าถ้ารู้ว่าทำยังไม่ได้หรือทำแล้วออกมาไม่ดี ก็ไม่อยากทำแล้วก็จะไม่ทำ) พี่เค้าก็พยายามสอนเต็มที่เลยค่ะ

13 เม.ย.50-15 เม.ย.50 กลุ่ม Islam-Talks นำโดยพี่อะมานี พี่สุอัยบะห์ พี่ซัลมา และพี่ ๆ อีกหลายท่านได้ร่วมกันจัดกิจกรรม เข้าค่ายสำหรับมุสลิมใหม่และ ผู้สนใจศาสนาอิสลาม (เฉพาะมุสลิมะห์) แน่นอนค่ะซิลมี่ไปด้วยเนื่องจากอยากเรียนรู้วิถีชีวิตแบบอิสลามจริง ๆ วันนั้นมะ์และบังไปส่งด้วยค่ะเพราะเป็นห่วง (เนื่องจากคุยกับพี่อะมานีทาง MSN อินเตอร์เน็ต อย่างเดียวและไม่เคยเจอกันเลย ทางบ้านจึงเป็นห่วง กลัวถูกหลอกค่ะ) เราเข้าค่ายกันที่บ้านของพี่ซัลมาค่ะ บ้านพี่เค้าน่าอยู่มาก ๆ เลยค่ะ และพี่ ๆ ก็ใจดีกันทุกคนเลยค่ะ มีเพื่อน ๆ ที่เป็นทั้งมุสลิมใหม่ มุสลิมเดิม ยังไม่ได้รับอิสลาม มีนักวิชาการศาสนาอิสลามมาให้ความรุ้เรื่องอัล-อิสลาม ทำให้ได้รับความรู้เพิ่มอีกหลายเรื่องเลยค่ะ ในค่ายมีการจัดอย่างเป็นกันเองเราคุยกันเหมือนรู้จักกันมานานเหมือนเป็นพี่ ๆ น้อง ๆ กันเลยค่ะ รู้สึกดีมาก แล้วก็เป็นวันที่ซิลมี่ได้เรียนรู้การละหมาดจริง ๆ สักที พี่ ๆ ก็ให้กำลังใจเยอะมากเลยค่ะ แนะนำวิธีให้เขียนใส่กระดาษตัวใหญ่ ๆ แล้วตอนละหมาดด้วยกันก็เอามาวางไว้แล้วก็ท่องตามที่จดมา ได้ผลนะคะ สามารถท่องจำได้แล้วก็ได้ละหมาดครบ 5 เวลาทั้ง 3 วันเลยค่ะ ได้รับกำลังใจ ได้รับประสบการณ์จากคนอื่น ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวบททดสอบของพระองค์อัลลอฮฺ(ซุบฮานฺฮูวะตะอาลา) ได้รับรู้ความเมตตาของพระองค์ หลังจากกลับมาจากค่ายก็กลับมาละหมาดมัฆริบที่บ้านค่ะ

ตอนซิลมี่ละหมาด มะ์เค้าเดินมาเห็น เค้าก็บอกว่า “มะขอดุอา์ให้ซิลมี่ละหมาดได้ จะได้ดึงบังด้วย” ซิลมี่ก็อัลฮัมดุลิลลาฮฺค่ะที่พระองค์ทรงเมตตาให้ซิลมี่ละหมาดได้ หลังจากนั้นมาซิลมี่ก็เริ่มละหมาดหลังจากกลับจากที่ทำงานค่ะแค่ 2 เวลาคือ มัฆริบกับอีชา เพราะตอนเช้ารีบไปทำงานค่ะ เพราะที่ทำงานอยู่ไกลบ้านมาก ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมากค่ะ เพราะว่าที่บ้านก็ไม่ค่อยมีใครละหมาด จนมาเข้าค่ายครั้งที่ 2 ที่บ้านพี่ซัลมาเหมือนเดิมค่ะ แต่ครั้งนี้ซิลมี่มาแบบไปเช้า-เย็นกลับ ก็ได้เจอกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่เคยมาครั้งที่ 1 และมีหลาย ๆ คนมาเป็นครั้งแรก บรรยากาศครั้งนี้ครึกครื้นกว่าครั้งที่แล้วค่ะ มีคนมาเยอะมากค่ะ หลากหลายอาชีพ หลากหลายประสบการณ์ที่ได้รับ ครั้งนี้ซิลมี่ซื้อผ้าคลุมผมสีดำแบบมีที่ปิดหน้ากลับบ้านด้วยค่ะ ตั้งใจแล้วว่าจะขอลองคลุมแบบปิดหน้ามาเข้าค่ายในวันสุดท้าย เพราะเห็นพี่ ๆ ที่ค่ายส่วนใหญ่ใส่โต๊ปสีดำและปิดหน้ากันหมด ก็รู้สึกชอบแล้วก็อยากใส่แบบนี้บ้างก็เลยซื้อกับพี่ที่ค่ายนั่นแหละค่ะ พอในวันสุดท้ายก็คิดอยู่นานเลยค่ะว่าเราจะใส่จริง ๆ เหรอเนี๊ยะ ที่บ้านจะว่ายังไงบ้างน่ะ แต่เอาน่าตั้งใจแล้วยังไงก็ต้องลองดู พอแต่งเสร็จปั๊บ บังทักคนแรกเลยค่ะ “จะใส่แบบนี้ไปจริง ๆ หรอ ที่จริงไม่ต้องปิดหน้าก็ได้น่ะ” แต่ซิลมี่ก็บอกแน่ใจแล้วหล่ะ อยากรู้ว่าคนอื่นเขาจะทำกับเราแบบไหน (เพราะวันนั้นไม่ให้บังไปส่งค่ะ ขอนั่งรถเมล์ไปเอง) ก็อัลฮัมดุลิลลาฮฺค่ะ วันนั้นพระองค์อัลลอฮฺก็มีทดสอบเรานิดหน่อยค่ะ คือตอนเรียกรถเมล์ค่ะไม่มีรถเมล์คันไหนรับเราเลยค่ะ โบกทีไรก็เก้อทุกทีเลยค่ะ(ที่ป้ายรถเมล์มีซิลมี่ยืนคนเดียวด้วยค่ะ) แต่ก็ไม่ท้อค่ะก็โบกไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็มีรถเมล์ผู้ใจดีเปิดรับให้ซิลมี่ขึ้นไปค่ะ ซิลมี่ต้องไปต่อรถตู้เพื่อเข้าไปที่บ้านของพี่ซัลมาซึ่งซิลมี่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปขึ้นรถตู้คันไหน ก็พยายามถามคนที่วินรถตู้ เค้าก็ตอบเราดีค่ะเพียงแต่มีมองบ้างเล็กน้อย และแล้วมีรถตู้คันที่ซิลมี่นั่งเค้าดีมากเลยค่ะ เค้าบอกให้ซิลมี่นั่งข้างหน้าเลยค่ะ นั่งคนเดียวค่ะสบายจริง ๆ เพราะไม่มีใครกล้านั่งกับซิลมี่เลย? สุดท้ายก็ได้มาถึงบ้านพี่ซัลมาตามที่ตั้งใจไว้ค่ะมาค่ายครั้งนี้ซิลมี่ รู้สึกความศรัทธาเพิ่มมากขึ้นค่ะ รู้สึกได้จริง ๆ ในครั้งนี้กลับมาซิลมี่เริ่มตั้งใจมากขึ้น ที่สำคัญมาครั้งนี้ซิลมี่ได้หนังสือกลับมาเยอะแยะเลยค่ะ ได้รับอัลกุรอานแปลไทยด้วยค่ะ (ขอขอบคุณพี่เค้ามา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ขออัลลอฮฺทรงตอบแทนค่ะ)

กลับมาบ้านครั้งนี้ก็ทำให้ทุกคนแปลกใจอีก เพราะซิลมี่กลับมาละหมาดเสร็จ ก็นั่งอ่านอัลกุรอาน มะ์ก็พูดกับบังแล้วก็คนที่บ้านว่า อีกหน่อยเดี๋ยวซิลมี่ก็เก่งกว่าคนในบ้าน อีก ว่าแล้วมะ์ก็หันมาสอนบังทันทีเลยค่ะว่า สงสัยอีกหน่อยซิลมี่ก็คงต้องสอนศาสนา ให้แล้วหล่ะ แทนที่จะเป็นบังสอนซิลมี่ ! และซิลมี่ก็ปฏิบัติแบบนั้นมาตลอดค่ะ และช่วงหลัง ๆ ก็เริ่มเปิดฟังวิทยุสันติชนตามที่พี่อะมานีแนะนำ ซิลมี่จะฟังช่วงเช้าตอนที่เดินทางไปทำงาน กับช่วงเย็นตอนกลับและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยิ่งฟังรู้สึกอีหม่านก็ยิ่งเพิ่มขึ้นค่ะ เพิ่มจริง ๆ นะคะ เพราะเหมือนว่าตื่นเช้ามาก็ได้ฟังเรื่องศาสนา ตกเย็นมาก็ได้ฟังเรื่องศาสนา วันหยุดก็ไม่อยากออกไปไหนเพราะอยากอยู่ฟังเรื่องศาสนา (โดยเฉพาะเสาร์-อาทิตย์นี่ชอบมากเลยค่ะเพราะมีเวลาฟังได้ทั้งวัน อีกอย่าง ทางสันติชนจะมีอ่านอัลกุรอานและมีแปลเป็นภาษาไทยด้วยค่ะ ชอบมากเลย)


มีอยู่ครั้งนึงที่ได้นั่งฟังอัลกุรอานเกี่ยวกับเรื่องชีวิตหลังความตาย ชีวิตในกุโบรฺ(หลุมฝังศพ) วันแห่งการตัดสิน ชีวิตในสวรรค์ ชีวิตในนรก ฯ จำได้ว่าฟังไปก็ร้องไห้ไป ด้วยความรู้สึกหลากหลายความรู้สึกเลยค่ะ ทั้งรู้สึกกลัว รู้สึกถึงความเมตตาของพระองค์คือร้องไห้ด้วยหลากหลายความรู้สึกจริง ๆ ค่ะ อย่างนึงที่ชอบมาก ๆ คือการที่อาจารย์จะเน้นเรื่องการละหมาดให้ครบ 5 เวลาค่ะ นี่คืออีกจุดหนึ่งที่ทำให้ซิลมี่คิดปรับปรุงตัวเรื่องการละหมาดค่ะ แต่ก็ใช่ว่าจะปรับปรุงตัวเสียเลยทีเดียวน่ะค๊ะ ยังก่อนค่ะยังมีความกลัวอยู่ในหัวสมองอยู่ค่ะ เพราะว่าไม่กล้าละหมาดที่ทำงาน (ทำงานที่ธนาคารแห่งหนึ่งค่ะ ประจำสาขา ไม่สามารถคลุมหัวได้และกลัวการละหมาดจะทำให้ตกงาน) คือคนกลัวอ่ะค่ะจะทำอะไรก็กลัว โดยไม่ได้คิดเลยว่าจริง ๆ แล้วใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของชีวิต คิดแล้วก็เศร้าใจกับตัวเองจริง ๆ ค่ะ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่อยากนะคะ ตอนนั้นก็อยากละหมาดให้ครบแล้วหล่ะ เพียงแต่เหมือนว่ากำลังรอจังหวะแห่งความกล้าอยู่ค่ะ ก็มีความตั้งใจในตอนนั้นว่าเอาหล่ะ “ฉันจะขอใช้วันแรกแห่งเดือนรอมฎอนอันประเสริฐนี่แหละเป็นวันเริ่มต้นแห่งการ ละหมาดให้ครบ 5 เวลา” จำได้ว่าตั้งเจตนาอยู่ตลอดเวลาก่อนจะเข้ารอมฎอน......พระองค์อัลลอฮฺทรงให้ บทเรียนครั้งสำคัญในชีวิตแก่ฉันว่า “หากเราไม่มีชีวิตอยู่ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า หากเราไม่มีชีวิตอยู่ถึงรอมฎอน (แม้จะใกล้แล้วก็ตาม) เราจะทำอย่างไร”

ประสบการณ์ที่สอนชีวิตแก่ซิลมี่ แค่ครั้งเดียวที่ทำให้ซิลมี่เป็นคนใหม่ แค่ครั้งเดียวที่ทำให้ซิลมี่คิดถึงความตาย คิดถึงคำสอนในอัลกุรอาน คิดถึงกุโบรฺ คิดถึงวันแห่งการสอบสวน......ก่อนเข้าเดือนรอมฎอน 2 วัน ซิลมี่ไปแปดริ้วซึ่งเป็นบ้านของโต๊ะ(ยาย)แชร์(ตา) วันทั้งวันก็ใช้ชีวิตปกติดีทุกอย่าง จนกระทั่งตอนหัวค่ำของวันนั้น ซิลมี่มีอาการปวดท้องข้างขวาโดยไม่มีสาเหตุแต่ก็ยังไม่ได้ปวดมากนักจึงไม่คิดอะไร แต่พอนอนไปสักพักมันกลับปวดขึ้นเรื่อย ๆ ปวดลามไปถึงด้านหลัง จนซิลมี่ทนไม่ได้ต้องลุกนั่งก็ยิ่งทำให้ปวดมากขึ้นไปอีก ปวดมากจนร้องไห้แล้ว ก็คิดไปทั่วว่าเราเป็นโน้นเป็นนี่หรือเปล่า หรือว่าเกิดเป็นไส้ติ่งจะแตกหรือเปล่า คือคิดไปหมดเลยค่ะ คืนนั้นทั้งคืนซิลมี่ไม่ได้นอนเลยค่ะ ต้องอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน เพราะขยับก็ไม่ได้เลย ลองทานยาก็ไม่หาย และบ้านก็ไกลจากโรงพยาบาลมาก (ซึ่งต่อให้ไม่ไกลซิลมี่ก็ไปไม่ได้ค่ะ เพราะขยับตัวไม่ได้เลย)

ตอนนั้นจำได้ว่าคิดถึงพระองค์อัลลอฮฺมากเลยค่ะ คิดว่าหากพระองค์จะทรงเรียกซิลมี่กลับคืนสู่พระองค์ ์ก็ขอให้พระองค์ทรงเรียกกลับเถิด เพราะมันทรมานเหลือเกิน แต่หากกลับคืนสู่พระองค์ในวันนี้ก็ไม่รู้ว่า ในวันตัดสินนั้นซิลมี่จะตอบพระองค์อย่างไร ในการใช้ชีวิตที่ผ่านมาของซิลมี่ พาลก็คิดไปถึงคำสอนในอัลกุรอานเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย ซึ่งตอนนั้นยิ่งคิดก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น ๆ ด้วยความที่กลัว และก็ขอดุอา์ว่าหากพระองค์ยังไม่ทรงเรียกกลับก็ขอให้หายจากการเจ็บปวดครั้งนี้ จนรุ่งเช้าก็มีอาการทุเลาลงบ้างสามารถเดินทางกลับมาเข้าโรงพยาบาลที่กรุงเทพ ได้ พอมาหาหมอ หมอก็บอกว่าน่าจะเป็นที่กล้ามเนื้อเกิดการเกร็งตัวหรืออาจทำอะไรที่ผิดท่า ผิดทางจึงทำให้เส้นพลิก (ซึ่งตอนนั้นในใจบอกเลยว่าไม่ใช่แน่นอน แต่ก็ไม่ได้แย้งอะไร) คุณหมอก็จัดยามาให้ทาน กำชับให้ทานให้หมดแล้วถ้าไม่หายให้ไปหาใหม่ หลังจากกลับมาก็ลองทานยาตามที่หมอสั่ง แต่อาการก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย วันนี้ก็เป็นวันแรกของเดือนรอมฎอนแล้ว วันที่ซิลมี่ตั้งใจจะละหมาดให้ได้ครบ 5 เวลา วันที่ซิลมี่ตั้งตารอคอยที่จะได้ถือศีลอด แต่แล้วก็ต้องผิดหวังกับตัวเองที่วันนี้ไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง เพราะอาการที่เป็นยังไม่หาย อีกอย่างยาของหมอก็ยังไม่หมด จำได้ว่าวันนั้นรู้สึกทรมานมากเลย (ทรมานทางจิตใจค่ะ) ไม่ได้ถือศีลอดและทำอย่างที่ตั้งใจไว้ เห็นคนอื่นถือศีลอดกันยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า

วันนั้นซิลมี่ได้แต่คิดทบทวนอะไรหลาย ๆ อย่าง และทำให้รู้ถึงบททดสอบของพระองค์ว่าทรงสอนอะไรแก่ซิลมี่ ดูสิค่ะ ขนาดนี้แล้วเพิ่งจะรู้ว่า “เราควรพึ่งใคร ไม่ใช่หมอ ไม่ใช่ยา แต่คือพระเจ้าของเราต่างหาก”) พอ ถึงตอนเย็นทุกคนก็เตรียมละศีลอดกันอย่างพร้อมเพรียง เป็นบรรยากาศเต็มไป ด้วยความสุข ซึ่งเราคนที่ไม่ได้ถือศีลอดก็ต้องรอให้ผู้ที่เตรียมละศีลอดเค้าได้ละศีลอด ก่อน(รับประทานอาหารก่อน) และเราก็ถึงจะทานตามหลังได้ ตอนนั้นคิดถึงพระองค์อัลลอฮฺเลยค่ะ ขอดุอาร์กับพระองค์ว่า “ซิลมี่ได้รับรู้การสอนของพระองค์แล้ว ซิลมี่อยากถือศีลอดในเดือนที่ประเสริฐที่สุดของพระองค์ ขอพระองค์ทรงเมตตาให้ซิลมี่ได้อยู่ในหนทางของพระองค์ด้วยเถิด ซิลมี่จะขออยู่ในหนทางของพระองค์โดยไม่ผัดวันประกันพรุ่งอีกแล้ว ซิลมี่จะรักษาละหมาดให้ได้ทุกวัน ซิลมี่จะขอแก้ไขตัวเองเสียใหม่ ขอพระองค์ทรงพระเมตตา พระผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปราณีเสมอ” ขอให้ทุกคนได้ทราบเถิดว่า พระองค์ทรงเมตตาปราณีเสมอ เชื่อไม๊คะว่าในเช้าวันที่ 2 ของรอมฎอน(หลังจากที่ทนทรมานกับอาการปวดท้องมาหลายวัน) ซิลมี่สามารถตื่นขึ้นมาเพื่อทานอาหารพร้อมกับทุกคนในครอบครัว ถึงแม้ยังมีอาการปวดนิดหน่อยแต่ก็ไม่เหมือนกับ 2 วันที่ผ่านมา วันนี้ซิลมี่ตั้งใจจะถือศีลอดเลยตัดสินใจไม่ทานยาแล้วก็ละหมาดในช่วงซุบฮิ ขอดุอาร์กับพระองค์ว่า "วันนี้ซิลมี่ตั้งใจถือศีลอดเพื่อพระองค์ การเจ็บป่วยของซิลมี่นั้น ซิลมี่ขอมอบหมายต่อพระองค์ ชีวิตทั้งหมดนี้เป็นสิทธิ์ของพระองค์" มาชาอัลลอฮฺ เชื่อไหมคะว่าวันนั้นทั้งวันซิลมี่ไม่มีอาการปวดหลงเหลืออยู่เลย สามารถถือศีลอดได้ตลอดทั้งวัน และไม่รู้สึกว่าหิวเลยด้วยซ้ำ ซึ่งแปลกจากปีที่แล้วมาก เพราะซิลมี่จำได้ว่าช่วง2-3 วันแรกของเดือนรอมฎอนปีที่ผ่านมาซิลมี่จะเพลียมากและรู้สึกหิว จนมีบางวันที่ถือศีลอดได้แค่ครึ่งวัน และในปีนี้พระองค์ยังทรงเมตตาให้ซิลมี่ได้ไปละหมาดตอระเวี๊ยะหลายคืน (เป็นครั้งแรกที่ได้ไปค่ะ ได้ไปเพราะเพื่อนรุ่นน้องข้างบ้านชวนไปกับเค้า และเค้าก็สอนว่าละหมาดยังไงเพราะที่บ้านซิลมี่ไม่มีใครไปเลย) รู้สึกดีใจมากเลยค่ะที่ได้ไปสัมผัสการละหมาดแบบนี้เป็นครั้งแรก

หลังจากนั้นมาในวันที่ 3 ของเดือนรอมฎอน "แชร์"ของบังที่อยู่แปดริ้วเค้าเสียค่ะ เสียโดยที่เราไม่ได้เตรียมใจกันไว้เลย เพราะว่าเราเพิ่งไปหาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง วันที่ซิลมี่ป่วยแชร์ยังลุกมา ถามซิลมี่อยู่เลยว่ากินยาหรือยัง แชร์ถูกส่งโรงพยาบาลในตอนบ่ายวันนี้ หลังจากที่แชร์เดินไปเที่ยวหลาย ๆ บ้านในตอนเช้า (หลายคนบอกว่าเหมือนแชร์มาลาเลย เพราะแกดูอารมณ์ดีแล้วก็ไปบ้านโน้นบ้านนี้ตั้งแต่เช้า)แต่พอบ่าย แชร์บอกว่าหายใจไม่ออก พอถึงโรงพยาบาลคุณหมอบอกว่าแชร์คงไม่ไหวแล้ว ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และแชร์ไม่ขับถ่ายอะไรออกมาเลยทำให้ท้องของแชร์บวมมาก หมอบอกว่าเป็นโรคไตวาย มะ์เป็นคนแรกที่ไปถึงค่ะ ตอนนั้นแกยังพอมีสติอยู่ มะ์ก็เลยนั่งอ่านกุรอาน (ยาซีน) ให้ฟังจนถึงเย็นกว่าพวกเราจะไปถึงแปดริ้วกันก็เย็นแล้ว แชร์ไม่ได้สติแล้วตอนนั้น อยู่ได้ด้วยออกซิเจนที่หมอใส่ไว้ให้เพื่อรอให้ทุกคนมาพร้อมหน้า แต่ละคนต่างตกใจไม่คิดว่าแชร์จะเป็นมากขนาดนี้ ซิลมี่เลยบอกให้พาแชร์กลับบ้านเพราะอยากให้แกไปเสียที่บ้านดีกว่า เราจะได้ปฏิบัติตามขั้นตอนศาสนาได้สะดวก จึงขอให้พยาบาลช่วยปั๊มออกซิเจนให้จนถึงบ้านของแชร์ เมื่อแชร์มาถึงบ้านเราก็พบว่าเพื่อนบ้านคนอื่นๆ มากันจนเต็มที่บ้านแล้วเพื่อมาส่งแชร์ เป็นบรรยากาศที่ซิลมี่ไม่เคยเห็น เพราะเป็นคนแรกในครอบครัวตั้งแต่ซิลมี่เข้ารับอิสลามมาที่เสียชีวิต ทุกคนช่วยกันอ่าน "บิสมิลลา ฮิลเราะหฺมานิลเราะหฺฮีม กุลวัลลอฮุอะฮัด อัลลอฮุสซอมัด ลำยะลิดวะลำยูลัด วะลำยากุลละฮู กุฟุวันอะฮัด" แล้วเราก็ให้พยาบาลเอาสายออกซิเจนออกเพื่อให้แชร์ไปอย่างสงบ เป็นบรรยากาศที่ซิลมี่จะไม่มีวันลืม ซิลมี่รับรู้ได้ถึงความเสียใจของทุกคนหากแต่ไม่มีใครเลยที่ร้องไห้ ต่างจากบรรยากาศของคนศาสนิกอื่น ซิลมี่จำได้ว่าตอนที่เสียแม่ไป ซิลมี่ร้องไห้อย่างหนักหนักจนใคร ๆ ต่างเป็นห่วง ไม่กินไม่นอน เหมือนจะตายตามแม่ไปอีกคนนึง ทุกอย่างทุกขั้นตอนเป็นสิ่งใหม่ๆที่ซิลมี่ได้สัมผัส

ในเช้าวันที่เตรียมฝัง ซิลมี่ตั้งใจว่าจะขึ้นไปละหมาดให้แชร์ ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าเค้าละหมาดกันยังไงแต่ใจคือไปอยู่ที่มัสยิดแล้ว จำได้ว่าคนที่ขึ้นไปละหมาดมีแต่ผู้ชายเท่านั้น จะมีผู้หญิงก็แต่เวาะที่มาจากคลอง13 แค่ 2 คนและมีซิลมี่ ซิลมี่ก็เลยให้เค้าสอนตอนนั้นเลยว่าทำยังไง ขำตัวเองเหมือนกันค่ะ แฟนซิลมี่บอกถ้ายังไม่เป็นไม่ต้องก็ได้แต่ว่าใจเราอยากขึ้นไปแล้ว เวาะก็บอกว่า"เราก็ต้องเจตนาละหมาดเป็นมะ์มูมละหมาดให้คนตาย บทไหนเราอ่านได้ก็อ่าน ถ้าไม่ได้ก็ให้ระลึกถึงอัลลอฮฺและขอดุอาให้แชร์ แล้วก็ละหมาดคนตายไม่ต้อง ก้มสุยูด" ซิลมี่ก็ทำตามนั้นเลย นี่ก็เป็นอีกบรรยากาศนึงที่ซิลมี่ได้สัมผัสเป็นครั้งแรก พระองค์ได้สอนให้รู้ว่าการที่พระองค์จะเรียกใครกลับคืนนั้นช่างง่ายดายเหลือเกิน ทำให้ซิลมี่ได้ระลึกถึงคำสอนที่ได้ฟังจากวิทยุของอาจารย์อิสมาแอลที่สอนถึงชีวิตหลังความตาย ชีวิตในกุโบร ยิ่งทำให้ซิลมี่คิดถึงชีวิตในทุก ๆ ลมหายใจที่เหลืออยู่ตลอดมา

เมื่อเสร็จจากงานศพของแชร์แล้ว ซิลมี่ก็กลับมาทำงานตามปกติ (แต่ที่ไม่ปกติของวันนี้ คือ ซิลมี่เอาตะละกงกับผ้าปูนมาซมาด้วย) ตั้งใจแล้วว่าวันนี้แหละฉันจะเริ่มละหมาดแล้วน่ะ หลังทานข้าวเสร็จ ฉันจะละหมาด พอถึงเวลาซิลมี่ก็ปูผ้านมาซและใส่ตะละกง เตรียมจะละหมาดข้าง ๆ โต๊ะทานข้าว เพราะข้างหลังธนาคารจะมีที่ว่างแค่ที่ทานข้าวเท่านั้น ทุกคนที่นั่งทานข้าวก็ตกใจกันยกใหญ่เลยว่า จะทำอะไร! ซิลมี่ก็บอกเฉยๆ ว่าก็จะละหมาดไง ขอละหมาดก่อนน่ะแล้วจะเล่าให้ฟัง พอซิลมี่ละหมาดเสร็จ ทุกคนก็ถามกันใหญ่ว่าเป็นอะไรไปก่อนหน้านี้ไม่เห็นเคยทำ หรือว่าทำเฉพาะเดือนถือศีลอด บ้างก็ว่าทำไมเคร่งจังและอื่นๆอีกมากมาย กว่าจะอธิบายจนทุกคนเข้าใจก็ใช้เวลานานพอดู แต่ซิลมี่ก็บอกทุกคนแล้วว่า ต่อไปพี่ๆ จะเห็นหนูละหมาดแบบนี้ทุกวันเป็นปกติหลังจากวันนั้นซิลมี่ก็ละหมาด ครบ 5 เวลามาตลอด มีบางวันที่ต้องละหมาดมัฆริบก่อนตั้งแต่อยู่ที่ทำงานเพราะว่ากว่าจะนั่งรถมา ถึงบ้านก็เข้าอีชาแล้ว ซิลมี่จะฟังบรรยายทุกวันในตอนเช้าระหว่างนั่งรถไปทำงานและตอนเย็นช่วงนั่งรถ กลับบ้าน แล้วก็วันเสาร์-อาทิตย์ ทำอย่างนั้นมาตลอดจนรู้สึกว่าไม่ละหมาดไม่ได้ พอได้ละหมาดแล้วรู้สึกโล่งยังไงไม่ทราบบอกไม่ถูก

แล้วจู่ ๆ ซิลมี่ก็นึกถึงงานใหม่ขึ้นมาอีกหลังจากไม่ได้คิดถึงมันมานานแล้ว ซิลมี่เข้าเว็บไซด์ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเพื่อดูว่าตอนนี้เปิดรับคนหรือเปล่า ยังเป็นช่วงเดียวกันกับที่ธนาคารเปิดรับสมัครพนักงานบัญชี ซิลมี่ก็เลยลองส่งใบสมัครดูเพราะอยากทำงานที่นี่มาก เราจะได้คลุมผมไปทำงาน ได้อยู่ในหมู่คนนับถือพระเจ้าองค์เดียวกับเรา เราจะได้ปฏิบัติศาสนกิจหลาย ๆ อย่างที่อยู่ในหนทางของพระองค์ พอซิลมี่ส่งใบสมัครไปแล้วก็เฝ้าแต่รอให้เค้าติดต่อมา แต่ผ่านไปร่วม 2 อาทิตย์ก็ไม่มีใครติดต่อกลับมา ก็เลยลองละหมาดแล้วขอดุอากับพระองค์ ดีกว่ารออยู่เฉยๆ ก็เลยละหมาด แล้วก็บอกพระองค์ว่าเราอยากทำเพราะอะไร จำได้ว่าวันนั้นก้มสุยูดนานมาก ซิลมี่ขอหมดเลยและบอกพระองค์หมดเลย จนน้องถามว่าทำไมถึงสุยูดนานจังเลย เราก็เลยบอกว่ามีหลายอย่างที่บอกพระองค์ ก็เลยนานไปหน่อย พอวันรุ่งขึ้นเชื่อไหมคะว่า มีโทรศัพท์ของ เจ้าหน้าที่ที่ธนาคารบอกว่าให้เราเข้าไปสัมภาษณ์งาน เป็นอะไรที่อึ้งมากค่ะ เหมือนพระองค์ทรงรอให้เราบอกเลยจริงๆ น่ะ พอไปสัมภาษณ์เสร็จก็ต้องรอผล ผ่านไป 1 อาทิตย์ยังไม่มีใครติดต่อมา

ีนิที่สันติชนติดต่อมาบอกว่า ที่สันติชนรับสมัครพนักงานบัญชีให้ซิลมี่ลองไปสมัครดู ซิลมี่ก็ตัดสินใจไม่ไปเพราะกลัวว่าเผื่อที่ธนาคารได้ แล้วถ้าไปที่สันติชนแล้วจะชนกันก็เลยตัดสินใจไม่ไป ่พอไม่มีใครติดต่อมา ซิลมี่ก็ชักใจไม่ค่อยดีแล้วกลัวว่าจะไม่ได้็เลยละหมาดและบอกต่อพระองค์อีก ว่า ซิลมี่อยากได้ที่ธนาคารจริงๆ แต่ว่าการได้หรือไม่ได้นั้นขอมอบหมายต่อพระองค์ ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้น ธนาคารตอบรับว่าได้งานแน่นอนแล้ว อัลฮัมดุลิลาซิลมี่ดีใจมากจนน้ำตาไหลเลยค่ะ พระองค์ทรงทำให้ซิลมี่รู้ว่าพระองค์ทรงรู้ และพระองค์ทรงเมตตา และพระองค์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด วันจันทร์ที่ 3 พ.ย.นี้ จะเป็นวันแรกที่ซิลมี่ได้ทำงานที่บริสุทธิ์เสียที ต่อไปซิลมี่จะเดินตามหนทางของพระองค์ รอมฎอนปีนี้เป็นเดือนที่ประเสริฐยิ่ง เป็นเดือนแห่งชีวิตใหม่ของซิลมี่จริงๆค่ะ โลกดุนยานี้ต้องเจออะไรอีกมากมาย โดยเฉพาะกับคนรอบข้างของเรา บางครั้งทำให้เราไขว่เขวบางครั้งทำให้เราท้อแท้ แต่ซิลมี่จะไม่คิดเอาใจใครอีกต่อไป จะไม่เกรงกลัวใครจนลืมพระองค์อัลลอฮฺผู้ยิ่งใหญ่เหนือทุกสิ่ง.....

ซิลมี่ได้ฟังคำประโยคนึงจากวิทยุและเก็บไว้เตือนใจเสมอค่ะ

"อัลลอฮฺอยู่กับฉัน อัลลอฮฺมองฉันอยู่ อัลลอฮฺเป็นพยานให้ฉัน"

 

ติดต่อซิลมี่  e-mail : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

 


แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 14 กรกฏาคม 2010 เวลา 06:37 น.
 

คอมเมนต์  

 
0 #2 rusmee %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
`อ่านแล้ว รู้สึกประทับใจ
อ้างอิง
 
 
0 #1 diar %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
อัสสาลามูอาลัยก ุม คุณซิลมี่
อยากรู้จักคุณซิ ลมี่จังค่ะ
กะห์ยะห์
อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Valid XHTML and CSS.