| วิหารไซออน ตอนผู้มีสิทธิ์ครอบครอง | | พิมพ์ | | อีเมล |
|
วิหารไซออน ตอน “ผู้มีสิทธิ์ครอบครอง”
อับดุลอะซีซ (วารสารใต้ร่มเงาอิสลาม)
ผู้พิทักษ์
จากปลายเดือนธันวาปีที่แล้วจนถึงวันนี้ มุสลิมยังคงสะเทือนขวัญกับการฉลองปีใหม่ของยิว ที่ไม่ใช่การจุดพลุ แต่เป็นการยิงระเบิดฟอสฟอรัสขาวใส่ชาวปาเลสไตน์ผู้บริสุทธิ์ ชาวโลกส่วนหนึ่งที่พอจะรู้ศาสนาเข้าใจว่านี่คือการแย่งชิงดินแดนกันไปกันมาระหว่างมุสลิมกับยิว ต่างคนก็ต่างมีความเชื่อในเรื่องการถือกรรมสิทธิ์ในการครอบครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของตน แต่ใครเล่าที่เป็นผู้มีสิทธิ์อย่างแท้จริง ? แผ่นดินทั้งหมดเป็นของอัลลอฮฺ ฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าอัลลอฮฺจะทรงมอบดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้ใครครอบครอง ซึ่งในสมัยอดีต วงศ์วานอิสรออีลคือผู้ศรัทธาที่อัลลอฮฺทรงโปรดปราน อัลลอฮฺจึงมอบดินแดนแห่งนี้ให้แก่พวกเขา และส่งรสูลมายังพวกเขามากมาย รสูลที่เป็นกษัตริย์เจ้าของวิหารในดินแดนแห่งนี้ก็คือท่านนบีดาวูดและนบีสุลัยมาน ซึ่งเป็นเชื้อสายอิสรออีล ฉะนั้นพวกยิวจึงเชื่อว่าพวกเขาเป็นเจ้าของดินแดนแห่งนี้ แต่ความเป็นจริงต้องบอกว่าเฉพาะบรรพบุรุษของพวกเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์ เพราะพวกยิวได้ทรยศต่ออัลลอฮฺ ปฏิเสธนบีอีสาและนบีมุหัมมัด ฉะนั้นในยุครสูลคนสุดท้ายนี้ มุสลิมจึงถือเป็นผู้ศรัทธาเพียงหนึ่งเดียว เป็นผู้มีสิทธิ์ครอบครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพียงหนึ่งเดียว ไม่ใช่ยิวและไม่ใช่คริสเตียน มุสลิมมีสิทธิ์ในตัวนบีมูสามากกว่า มีสิทธิ์ในการถือศีลอดขอบคุณอัลลอฮฺในวันที่นบีมูสาหนีจากฟิรเอาน์ได้ มุสลิมมีสิทธิ์ในตัวนบีดาวูดมากกว่า มุสลิมมีสิทธิ์ในตัวนบีสุลัยมานมากกว่า และเป็นผู้พิทักษ์ศักดิ์ศรีของนบีสุลัยมานและวิหารของท่านอย่างแท้จริง มุสลิมรู้จักประวัติของนบีต่างๆในวงศ์วานอิสรออีลดีกว่าพวกยิว รู้จักนบีสุลัยมานดียิ่งกว่าพวกยิว ขณะที่ยิวรู้จักแต่ข้อมูลปลอมๆ กล่าวหาว่าท่านนบีสุลัยมานคือเจ้าแห่งไสยศาสตร์ “และพวกเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่บรรดาชัยฏอนในสมัยสุลัยมานอ่านให้ฟัง และสุลัยมานหาได้ปฏิเสธการศรัทธาไม่ แต่ทว่าชัยฏอนเหล่านั้นต่างหากที่ปฏิเสธการศรัทธา โดยสอนประชาชนซึ่งวิชาไสยศาสตร์...” (ดูอัลกุรอาน 2:102) นบีสุลัยมานไม่ได้สอนไสยศาสตร์ ไม่ได้รับวิชาไสยศาสตร์มา แต่ชัยฏอนต่างหากที่รับมาสอน แต่พวกยิวนั้นยึดถือในไสยศาสตร์โดยอ้างว่าสืบทอดมาจากนบีสุลัยมาน
ผู้บ้าคลั่ง
อัศวินเทพลาร์ (Templar) ตั้งชื่อมาจากคำว่า ‘โซโลมอน เทพเพิล’ (Solomon temple) ซึ่งหมายถึงผู้พิทักษ์โบสถ์ของนบีสุลัยมาน เป็นกลุ่มเมสันในอดีตที่ปลุกปั่นให้คริสตจักรทำสงครามครูเสดเพื่อแย่งชิงดินแดนปาเลสไตน์คืนจากมุสลิม แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ จนต่อมาหลายสมัยผ่านไป ก็ใช้การแทรกซึมเข้าไปในฝ่ายผู้บริหารของอาณาอุษมาน การทำให้รัฐอิสลามล่มสลายก็จะช่วยทำให้ชาวยิวบุกยึดปาเลสไตน์ได้ง่าย เพราะไม่มีรัฐอิสลามที่เข้มแข็งคอยปกป้องดินแดนแห่งนี้อีกต่อไป ปัจจุบันพวกเมสันก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ไม่ได้มีชื่อว่าอัศวินเทพลาร์ แต่เป็นกลุ่มไซออนิสต์ที่สมคบคิดให้ฝ่ายพันธมิตรทำสงครามรบพุ่งกับอักษะ (พวกมันก็บงการอยู่ทั้งสองฝ่าย) วางอุบายหาคนที่เกลียดยิวมาเป็นผู้นำนาซี และช่วยหนุนแผนการฆ่ายิวส่วนหนึ่งได้สำเร็จ จากนั้นจึงทำให้ชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ดูมีความน่าสงสารและมีความชอบทำที่จะก่อตั้งประเทศของตนขึ้นมาโดยเข้ายึดครองดินแดนปาเลสไตน์ จากนั้นก็เป็นจุดจบของมุสลิมในการครอบครองมัสญิดอัลอักศอ บริเวณบัยติลมุก็อดดัส หรือภูเขาฮัยคอลแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของมัสญิดอัลอักศอและมัสญิดกุบบะฮฺ อัศศอคเราะฮฺ ที่ชาวยิวอ้างนักอ้างหนาว่าอยู่ในประวัติศาสตร์ของตนมาตลอด ปัจจุบันพวกเขาเข้าไปขุดเจาะหาวิหารสุลัยมานใต้มัสญิดอัลอักศอ เพื่อหาหลักฐานพิสูจน์ต่อชาวโลกว่าที่แห่งนี้เป็นของตน (ซึ่งข้อนี้เราก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีวิหารสุลัยมานอยู่ เพราะหากมีจริงแล้วไซร้ แน่นอนว่าวิหารนี้ก็ต้องเป็นของมุสลิมอยู่ดี) ไซออนิสต์ผู้บ้าคลั่งเหล่านี้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะทำลายมัสญิด การขุดเจาะนอกจากจะเป็นการค้นหาร่องรอยทางประวัติศาสตร์แล้วก็ยังจะทำให้มัสญิดพังลงอย่างช้าๆอีกด้วย ถึงแม้จะไม่พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์แต่ก็บรรลุเป้าหมายไปขั้นหนึ่ง หลังจากที่อัลลอฮฺทรงลงโทษชาวยิวที่ทรยศโดยทำให้พ่ายแพ้ต่อบาบิโลเนีย เมื่อราว 500 กว่าปีก่อนคริสตศักราช วิหารก็ถูกทำลายลง และเมื่อมีการสร้างวิหารขึ้นมาอีกครั้ง มันก็ถูกทำลายลงอีกจากน้ำมือของโรมันเมื่อราวคริสตศักราชที่ 70 จากนั้นยังไม่มีการสร้างใหม่จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ชาวยิวจึงพยายามที่จะให้มีวิหารขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งจะทำได้หรือไม่ได้นั้น คำตอบอยู่ที่โลกมุสลิม เพราะเมื่อมุสลิมอ่อนแอเมื่อไหร่ ความฝันของยิวก็ใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้น เหตุนี้พวกเมสันจึงเผยแพร่คอมมิวนิสต์, ทุนนิยม, วัตถุนิยม, เซคิวล่าร์เข้าสู่โลกมุสลิม
ผู้ชนะ
หากมุสลิมเป็นผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้เหมือนในอดีต คนต่างศาสนาแม้กระทั่งชาวยิวก็จะได้รับความสงบร่มเย็นไปด้วยเหมือนอย่างที่ผ่านมา แต่ผลจากการยึดครองของยิว นอกจากชาวปาเลสไตน์จะตกทุกข์ได้ยากแล้ว ชาวยิวเองก็ยังอยู่แบบหายใจไม่ทั่วท้องอีกด้วย เพราะหวาดผวาไม่รู้ว่าประเทศตนจะถูกโจมตีเมื่อไหร่ ต้องคอยลุ้นไม่ให้โลกมุสลิมเข้มแข็งขึ้นมาได้อีก และต้องคอยลุ้นไม่ให้อเมริกาและเหล่าผู้รับใช้ยิวทั้งหลายอ่อนแอลง ยิวจะได้ยึดครองดินแดนแห่งนี้ไปนานแค่ไหน มุสลิมปาเลสไตน์จะได้รับชัยชนะเหนือยิวหรือไม่อย่างไร ไม่มีหลักฐานชี้แจงไว้ในกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺ ทั้งนี้ก็เพื่อให้มุสลิมนั้นมีการเคลื่อนไหว ถ้าหากมีการแจ้งให้เรารู้ว่าจะชนะเมื่อไหร่ หรือแจ้งว่าจะชนะในยุคอิมามมะฮฺดีย์เท่านั้น แน่นอนมุสลิมเราก็จะไม่ทำอะไรเลย มัวแต่รอคอยให้ถึงเวลานั้น แต่เนื่องจากไม่มีระบุให้เรารู้ จึงทำให้เหตุการณ์อาจเป็นไปได้ทั้งหมด ว่าปาเลสไตน์จะได้รับชัยชนะก่อนถึงยุคอิมามมะฮฺดีย์ มุสลิมจะได้ดินแดนคืนมาก่อนจะถึงยุคก้อนหินพูดได้ หรือก่อนจะถึงยุคยิวจัดทัพบุกมักกะฮฺ (เป็นไปได้มากว่าการบุกของยิวนี้เกิดจากที่พวกเขาเสียดินแดนไป) เมื่อไม่มีใครล่วงรู้เหตุการณ์ ไม่มีตัวบทหลักฐานให้รายละเอียดเจาะจงไว้ ก็ทำให้มุสลิมยังคงต่อสู้จนถึงทุกวันนี้ เพราะเชื่อในความเป็นไปได้ที่ว่าโลกมุสลิมจะกลับมาเข้มแข็งในอีกไม่ช้า และเชื่อไปถึงขั้นที่ว่า รัฐอิสลามที่ท่านนบีบอกว่าจะมีการล่มสลายไป แล้วก็ระบุว่าจะกลับมามีขึ้นอีกครั้ง มันอาจใช้เวลาไม่นาน นี่เพิ่งล่มไปจากคนไม่กี่รุ่น จากนี้ไปไม่รุ่นลูกก็รุ่นหลาน รัฐอิสลามก็อาจกำเนิดขึ้นมาอีกครั้ง และอาจเป็นเหตุทำให้พวกยะฮูดีและนัศรอนีไม่พอใจจึงทำสงครามกับใหญ่กับมุสลิม ก็เป็นไปได้อย่างมากอีกเช่นกัน มุสลิมจำนวนมากก็มีความใฝ่ฝันที่จะได้รับชัยชนะ แต่ไม่รู้วิธีการที่จะทำให้บรรลุสู่เป้าหมาย ข้อแตกต่างคือ ยิวส่วนใหญ่มีความเข้มข้นในความเชื่อและอุดมการณ์ ส่วนโลกมุสลิมนั้นมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้มข้น ยิวใช้ศาสนาของตนนำหน้า และผลักดันให้ตนเองเป็นผู้นำหรือผู้กำหนดทิศทางโลก ส่วนมุสลิมเอาศาสนาไว้ตามหลัง คอยปรับตัวให้เข้ากับสังคม ให้สังคมเป็นตัวกำหนดทิศทาง แล้วตัวเองเป็นผู้คล้อยตามกระแส จากสาเหตุหลักๆเพียงเท่านี้ก็ได้คำตอบแล้วว่าทำไมมุสลิมจึงยังไม่ชนะ ฉะนั้นผู้มีอุดมการณ์ความฝันทั้งหลาย ต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ วันนี้ใครยังไม่ยึดศาสนาในแนวทางที่เข้มข้น ยังคงนิยมในศาสนาแบบปรับยืดหยุ่นตามยุคสมัย สิ่งนี้ต้องแก้ไข ต้องรณรงค์ให้มุสลิมหันกลับไปสู่แนวทางของคนยุคสลัฟ กล้ายืนหยัด กล้านำหลักการมาใช้ เป็นผู้นำสังคม ไม่ใช่ให้สังคมเป็นผู้นำ นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังต้องรณรงค์ขจัดแนวคิดมุสลิมเซคิวล่าร์, มุสลิมโมเดิร์น ออกไปจากโลกมุสลิม ถ้าทำได้อย่างนี้ ไม่ต้องขอเยอะ ขอแค่มีมุสลิมที่เข้มข้นแบบนี้ประเทศละอย่างน้อยแสนคน เชื่อเหลือเกินว่าดับฝันยิวได้อย่างแน่นอนอินชาอัลลอฮฺ การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และการศึกษา ไม่ใช่เป็นการต่อสู้ทางสุดท้าย แต่เป็นเพียงสิ่งที่เอาไว้สนับสนุนในการต่อสู้สูงสุดเท่านั้น นั่นก็คือการญีฮาดในสมรภูมิรบ เราอย่าไปให้น้ำหนักความสำคัญผิดเรื่องผิดราว และสิ่งสำคัญที่สุดในการสนับสนุนการทำสงครามก็คือเรื่องของ “อีมาน” เพราะมันคืออาวุธหรือพลังสำคัญที่จะทำให้เราได้รับชัยชนะ และนี่ต่างหากคือสิ่งที่มุสลิมในปัจจุบันแตกต่างจากมุสลิมในอดีตเป็นอย่างมาก ยิวสร้างเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการทำสงคราม สร้างสังคมเพื่อใช้ปกครองมหาอำนาจและชาติตะวันตก (ไว้เพื่อครอบงำชาวโลกอีกที) สร้างการศึกษาเพื่อเอาไว้หลอกลวงครอบงำชาวโลกให้คิดตามที่เขาตีกรอบไว้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อ “ไซออน” หัวใจในการขับเคลื่อนของพวกยิวก็คือความเชื่อทางศาสนา ฉะนั้นสำหรับมุสลิมหัวใจการขับเคลื่อนคือ “อีมาน” (ซึ่งจะเป็นเหตุที่ทำให้อัลลอฮฺทรงช่วยเหลือ) นี่คือสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อโลกมุสลิมอย่างมากที่สุด มุสลิมไม่จำเป็นต้องรวย ไม่ต้องเจริญด้านวัตถุ แต่ก็จะสามารถรบชนะยักษ์ใหญ่ได้หากมีอีมาน ดังเช่นในอดีตที่เขาเคยพิชิตเปอร์เซียและอาณาจักรอื่นๆมานักต่อนักแล้ว ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม จะเป็นสิ่งสำคัญรองลงมาที่จะมาช่วยสนับสนุน และสำหรับการศึกษานั้น ในภาคศาสนาคือสิ่งต้องมาคู่กับการพัฒนาอีมาน ส่วนในภาคสามัญคือเรื่องสำคัญรองลงมา ซึ่งโดยหลักสูตรปัจจุบันที่ยิวสร้างไว้ให้นั้น ไม่ได้มีส่วนในการพัฒนาอีมานสักเท่าใดนัก มิหนำซ้ำโดยภาพรวมแล้ว มันทำให้มุสลิมออกห่างจากอิสลามมากยิ่งขึ้น เพราะส่วนมากไม่มีภูมิคุ้มกัน ฉะนั้นการศึกษาศาสนาจะเป็นวัคซีนที่สามารถคุ้มกันได้ในระดับหนึ่ง
|




