ปฏิทิน
| จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. | อา. |
|---|---|---|---|---|---|---|
1 |
2 |
3 |
4 |
5 |
||
6 |
7 |
8 |
9 |
10 |
11 |
12 |
13 |
14 |
15 |
16 |
17 |
18 |
19 |
20 |
21 |
22 |
23 |
24 |
25 |
26 |
27 |
28 |
29 |
30 |
| วิหารไซออน ตอนสงครามศักดิ์สิทธิ์ |
|
|
| เขียนโดย Administrator |
| วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2009 เวลา 07:41 น. |
|
วิหารไซออน ตอน “สงครามศักดิ์สิทธิ์”
ความรู้ การศึกษาค้นคว้าหาความจริงนั้น ก่อนอื่นจะต้องแยกประเภท ‘ความจริง’ ออกเป็นสองแบบเสียก่อนคือ
แล้วก็คนประเภทที่อัลลอฮฺ เกลียดก็คือคนที่รู้มากในเรื่องดุนยานี่แหละ แต่กลับรู้น้อยในเรื่องที่เป็นสัจธรรม บางคนรู้รอบโลก ประเทศไหนมีภูมิศาสตร์อย่างไร มีวัฒนธรรมอย่างไร รู้ประวัติศาสตร์ รู้สังคม แต่กลับไม่รู้เรื่องอิสลาม ไม่รู้จักผู้สร้างมนุษย์ หรือบางคนเป็นมุสลิม แต่กลับศึกษาความรู้ทางศาสนาน้อยกว่าความรู้รอบตัวทั่วไป มุสลิมหลายคนมักใช้ประสบการณ์ชีวิตเป็นตัวตัดสินสิ่งผิดสิ่งถูก เขาคงลืมไปว่าประสบการณ์ชีวิตไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาเป็นผู้มีปัญญาหรือผู้รู้ถึงทางรอดได้ เพราะหากถามว่าใครคือบุคคลที่มีประสบการณ์มากที่สุด? แน่นอนว่าคำตอบนั้นไม่ใช่คุณ ๆ ทั้งหลาย และก็ไม่ใช่แม้กระทั่งตัวท่านนบีมุหัมมัด เสียด้วยซ้ำ แต่คำตอบคือ “อิบลีส” นั่นเอง เพราะอิบลีสคือบุคคลที่รู้ความเป็นมาเป็นไปก่อนที่มนุษย์จะเกิดเสียอีก รอบรู้ รู้ลึกรู้จริงเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันและตลอดไปยันวันสิ้นโลก แต่ทว่าความรู้ท่วมหัวมันกลับเอาตัวไม่รอด มนุษย์เราก็เช่นกัน หลายคนที่มีความรู้รอบตัวแต่ยังไม่รู้ในสิ่งที่เป็นสัจธรรม เราได้เห็นคนที่มีความรู้รอบโลก รู้ว่ามุสลิมประเทศไหนกินอาหารรสชาติแบบไหน อยู่กันอย่างไร แต่กลับไม่รู้ไม่เข้าใจศาสนาอิสลาม ไม่เข้าใจว่าตนเองต้องรับอิสลาม ในอดีตก็มีเหมือนกัน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส และอิบนุ บัตตุเฏาะฮฺ ผู้เดินทางรอบโลกสมัยที่ยังไม่มีเครื่องบิน (หมายความว่าย่อมได้สัมผัสวัฒนธรรมต่าง ๆ อย่างละเอียดจริง ๆ) แต่กลับเป็นผู้ไม่รู้ในเรื่องสัจธรรมของชีวิตเท่าใดนัก ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมมุสลิมเราก็มีบางคนออกมาชี้นำสังคมโดยอ้างประสบการณ์ของตน อ้างการเดินทางรอบโลกของตน ทั้ง ๆ ที่การเดินทางในยุคปัจจุบันนั้นย่อมไม่ละเอียดอ่อนและไม่ถือเป็นการรอบรู้อย่างแท้จริง อีกทั้งเรื่องศาสนาก็ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว แต่ก็กลับทะนงตนว่าเป็นผู้รู้และยกตนข่มผู้อื่น ยกตนข่มผู้รู้ทางศาสนา แบบนี้ก็มี ...แนวคิดร่วมสมัยลักษณะนี้แหละ เป็นอิทธิพลจากอิลลูมิเนติ ดังที่ได้เคยนำเสนอไป
ความลับที่ไม่ลับ ในอิสลามมีสิ่งเร้นลับ แต่ไม่มีศาสตร์ที่เกี่ยวกับความลับหรือการไขรหัสลับ คัมภีร์อัลกุรอานไม่มีอะไรที่เป็นข้อมูลลับที่ต้องมานั่งถอดรหัส ความรู้ที่ผู้อ่านจะได้รับก็คือความรู้แบบเดียวกับที่ท่านนบีมุหัมมัด ได้สอนแก่เศาะหาบะฮฺ เพียงแต่ยุคหลังสามารถนำความรู้นั้นไปขยายต่อเพิ่มรายละเอียดตามสถานการณ์ที่เกิดใหม่และวิทยาการความรู้สมัยใหม่ได้ (เช่นเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ เป็นต้น) แต่หากมีอะไรที่คนยุคหลังเข้าใจว่านั่นเป็นข้อมูลลับที่ผ่านคนมาหลายยุคสมัยโดยที่เขาไม่พบ เหล่านี้ไม่มีในศาสตร์ของอิสลามอย่างแน่นอน มุสลิมเป็นกลุ่มคนที่ถูกสอนไม่ให้ยุ่งกับเรื่องความลับของคนอื่น และในศาสตร์ของเราเอง วิชาการ ความรู้ที่ถูกต้อง ก็ไม่มีอะไรที่เป็นความลับ ไม่มีอะไรที่ต้องปกปิดเพราะล้วนแล้วมีแต่สิ่งที่ดีงาม ไม่มีสิ่งชั่วร้าย แต่สำหรับอิลลูมิเนติพวกเขาเป็นสมาคมลับ ฉะนั้นการสื่อสารของเขาจึงต้องเป็นไปอย่างลับ ๆ ข้อมูลต่าง ๆ มักมีการสนทนาหรือมีการสั่งการเป็นภาษารหัส หรือถ่ายทอดให้เห็นผ่านทางศิลปะ เนื่องจากคนกลุ่มนี้เชี่ยวชาญด้านศิลปกรรม การสร้างเจว็ดและศาสนสถานในดินแดนต่าง ๆ ทั้งอารยธรรมบาบิโลน อียิปต์ กรีก อินเดีย ฯลฯ ก็มักมาจากผลงานของคนกลุ่มนี้ อย่างยุคปัจจุบันภาษารหัสก็ถูกใส่เข้าไปภาพยนตร์ ดนตรี โปสเตอร์ ปก โลโก้ ยี่ห้อ ตลอดจนสโลแกนสินค้า ...ความลับต่าง ๆ เหล่านี้ถูกสืบและเปิดโปงโดยชาวตะวันตกเป็นหลัก มีคนได้ถามท่านเชคมุนัจญิดว่า “โคคาโคล่า” มีการเขียนแบบส่องกระจกว่า “ลามุหัมมัด ลามักกะฮฺ” จริงหรือไม่? ท่านตอบว่าอย่าเชื่อในสิ่งที่ไม่มีหลักฐาน ซึ่งเบื้องต้นก็เห็นด้วยในส่วนของหลักการที่ว่าต้องเชื่อในสิ่งที่ชัดเจนมีหลักฐาน มิใช่เชื่อง่ายหรือเชื่อข่าวลือ หรือเชื่อในข้อมูลที่เป็นการคาดเดา แต่นั่นคือหลักการที่วางไว้แบบกว้าง ๆ ซึ่งสำหรับเฉพาะกรณีนี้ต้องบอกว่าไม่เห็นด้วยกับคำตอบ เราไม่สามารถนำหลักการนี้ไปตัดสินศาสตร์ของยิวและบรรดาพวกสมาคมลับได้ เพราะคนพวกนี้สื่อภาษากันเป็นภาษารหัส เพื่อกระทำการตามแผนลับที่ชั่ว ๆ ของพวกเขา เรื่องของการเขียนกลับด้านแบบส่องกระจกนั้นมีในศาสตร์ของตะวันตกจริง ใช้สื่อสารกันจริงระหว่างสงครามในอดีต การสื่อสารภาษารหัสนั้นมีใช้จริง และในตะวันตกก็มีสาขาวิชาเกี่ยวกับรหัสวิทยาสอนอยู่ ฉะนั้นมุสลิมที่ค้นพบการส่องกระจกยี่ห้อ “โคคาโคล่า” นั้นถือว่าเป็นคนที่รู้ในศาสตร์ของศัตรูจริง และก็ไม่ใช่เรื่องโกหกอีกเช่นกันที่มีการแกะโลโก้โอลิมปิก ลอนดอน 2012 และพบว่ามันคือคำว่า “
ความเป็นไป ฮอลลีวูดเป็นเครื่องมือล้างสมองมนุษย์ชั้นดี สามารถทำให้ชาวโลกมีความคิด ความชอบ ความเชื่อ ค่านิยม ตามแบบที่พวกยิวต้องการป้อนให้ นอกจากนั้นแล้วภาพยนตร์ยังถูกใช้เป็นรหัสในการสื่อสารของพวกสมาคมลับอีกด้วย โดยมากจะถูกใส่ไว้ในชื่อเรื่อง ชื่อตอน หรือถูกสอดแทรกในเนื้อหาที่จะสามารถเข้าใจกันเฉพาะในกลุ่ม โดยที่เนื้อเรื่องนั้นอาจไม่เกี่ยวข้องใด ๆ เลย ปลายศตวรรษที่แล้วคงจะทราบกันดีว่ามีหนังดังเรื่อง Armageddon (อาร์มาเกดดอน) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสะเก็ดดาวพุ่งชนโลกและการต่อสู้กับวันสิ้นโลก แต่ตามความเชื่อจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างที่ในหนังกล่าวถึง แต่มันคือ “ฮัรมาญิดโดน” หรือ “สงครามครั้งสุดท้าย” ที่เกิดขึ้นระหว่างอิสลามกับยิว-คริสต์ เหมือนกับเป็นการบอกใบ้ให้รู้กันในหมู่พวกเขาว่ายุคต่อไปนี้สงครามกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว หนังดังอีกเรื่องอย่าง Lord of the ring (ลอร์ด ออฟเดอะริง) เนื้อหาก็อาจไม่เกี่ยวข้องอะไรโดยตรง แต่ชื่อของภาคแต่ละภาคนั้นเป็นการสื่อสารที่ซ่อนอีกนัยยะอยู่ ซึ่งพวกเขาจะเข้าใจกันในหมู่คณะ
พวกไซออนิสต์เชื่อกันว่า สาเหตุที่โซโลมอน (นบีสุไลมาน) มีอิทธิฤทธิ์พิเศษตลอดจนสามารถควบคุมญินได้นั้น ก็เพราะมีวงแหวนศักดิ์สิทธิ์สวมอยู่ ฉะนั้นชื่อภาคที่ 1 นี้จึงเป็นการประกาศเพื่อเรียกร้องให้หมู่สมาคมลับของเขารับฟังสิ่งที่เขากำลังจะสื่อสาร
หมายถึงตึกเวิร์ลเทรด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิดสงครามที่จะทำกับมุสลิม
หลังจากเกิดสงคราม 3 ศาสนานี้แล้ว ก็จะเป็นยุคสุดท้ายที่พวกเขารอคอย คือการมาของหัวหน้าใหญ่ เมสิอาห์หรืออัลมะสีหฺของพวกเขา แต่ว่าเขาไม่รู้หรอกว่าคนผู้นั้นคือใคร แต่สำหรับมุสลิมเรารู้จักกันดีว่า อัลมะสีหฺที่ยิวรอคอยก็คือ “ดัจญาล” นั่นเอง ที่ถูกกักขังไว้และจะกลับมาใหม่ในยุคสุดท้ายหลังจากที่สงครามฮัรมาญิดโดนเกิดขึ้น ฉะนั้นโดยสรุป ทั้ง 3 ภาคนั้นสื่อสารดังนี้ว่า 1.) สหายแห่งวิหารโซโลมอน (หรือชาวไซออนิสต์) ทั้งหลายโปรดฟังให้ดี 2.) สงครามศักดิ์สิทธิ์เริ่มขึ้นแล้ว 3.) อัลมะสีหฺที่ถูกรอคอยนั้นกำลังจะกลับมา อุดมการณ์และเป้าหมายหลักของไซออนิสต์คือ 1.) ยึดครองดินแดนแห่งวิหารโซโลมอน คืออัลกุดส์ 2.) ต่อสู้กับประชาชาติของศาสนทูตคนสุดท้าย คือประชาชาตินบีมุหัมมัด เนื่องจากไม่พอใจที่อัลลอฮฺแต่งตั้งให้คนอาหรับเป็นศาสนทูตคนสุดท้าย ฉะนั้นหนังเรื่อง Lord of the ring จึงเผยถึงความเคลื่อนไหวของเขาได้เป็นอย่างดี สำหรับยิวไซออนิสต์ทั้งหลายกำลังตื่นตัวในภาวะสงครามที่กำลังกระทำกับมุสลิมอยู่ในหลาย ๆ พื้นที่ ในขณะที่มุสลิมเราส่วนมากกำลังคิดว่ายุคนี้คือยุคแห่งการชื่นมื่น พอใจการใช้ชีวิตแบบที่ยิวได้วางไว้ให้ มัวแต่ก่นด่ามุสลิมด้วยกันว่าพวกนั้นสุดโต่ง พวกนี้ล้าหลัง โดยมากเรามักคิดแต่เรื่องความสงบ ความสุขสบายกับชีวิตบนโลก คิดแต่เรื่องการสร้างภาพลักษณ์และการอยู่รอด มุสลิมเหล่านี้เรียกว่าตามยุคไม่ทัน ตามเกมไม่ทัน ไม่รู้ว่ายิวกำลังคิดอะไรกับเราอยู่ ทำอะไรกับเราอยู่ ทำอะไรกับสังคมโลกอยู่ จึงรู้สึกแปลกใจว่ามีอุละมาอฺส่วนหนึ่งมองไม่ออกว่าโลกมุสลิมกำลังตกอยู่ในภาวะสงคราม จึงออกฟัตวาว่า ผู้มีสิทธิ์รับซะกาตประเภท “ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ” นั้น ในอดีตคือคนที่ทำสงคราม แต่ในยุคปัจจุบันการต่อสู้ของเราคือด้านการศึกษา ฉะนั้นโรงเรียนหรือมัสญิด ก็มีสิทธิ์รับซะกาต ก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใดหากยึดถือทัศนะนี้ แต่งงจริง ๆ ว่าไปเข้าใจได้ยังไงว่าสงครามคือยุคอดีต แล้วปัจจุบันจะบอกว่าที่เป็นอยู่นี้ไม่ได้เรียกว่าสงครามหรอกหรือ? ไม่มีศัตรูทำสงครามกับมุสลิมอยู่เลยหรอกหรือ? จึงได้เอาซะกาตไปให้โรงเรียนและมัสญิดกันหมด ตกลงทุกวันนี้เงินซะกาตของมุสลิมตกสู่คน 8 จำพวกตรง ๆ ตามตัวบทหลักฐานซักเท่าไหร่เชียว ...ที่พูดเรื่องซะกาตนี้ไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นคือตกลงเรายังคงหลับใหล ไม่ยอมตื่นกันอีกหรือว่านี่เรากำลังอยู่ในยุคสงคราม?
อับดุลอะซีซ (วารสารใต้ร่มเงาอิสลาม) |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 08 มกราคม 2010 เวลา 12:33 น. |







คอมเมนต์
เรื่องราวเกี่ยว กับ ไซออน มีมากกว่านี้ไหม ครับ
อยากศึกษาเรื่อง นี้มาก ๆ ครับ
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds