ผลงานอาจารย์และพี่น้อง
วิหารไซออน ตอน โลกใหม่ 2012 PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2009 เวลา 07:51 น.

วิหารไซออน

ตอน “โลกใหม่ 2012”

 

อับดุลอะซีซ โสภณวสุ (วารสารใต้ร่มเงาอิสลาม)

หากถามว่าในอนาคตจะมีซักวันหนึ่งไหมที่โลกเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ จนบ้านเมืองพังพินาศย่อยยับไปทั่วโลก มีมนุษย์ล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจเกิดจากคลื่นสุริยะ หรืออุกกาบาตพุ่งชน หรืออื่นๆ ? คำตอบก็คือ มันก็อาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะอิสลามไม่ได้บอกว่ามันจะเกิดหรือไม่เกิด แต่สิ่งที่บอกไว้ก็มีแต่เรื่องของแผ่นดินไหว อะไรทำนองนั้น ส่วนเรื่องรุนแรงถึงขนาดดาวพุ่งชน หรือคลื่นสุริยะ หรือน้ำท่วมโลกอะไรเหล่านั้นไม่ได้ถูกระบุไว้ในส่วนของสัญญาณวันกิยามะฮฺ

มีผู้ให้ความเห็นว่า เมื่อมนุษย์เรามีความเจริญด้านวัตถุแบบสุดๆ มันก็จะถึงคราวตก ถึงคราวถูกกวาดล้างบ้าง แล้วเราก็จะกลับไปเริ่มสร้างอารยธรรมกันใหม่ แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คืออัลอิสลาม และยุคต่อไปคนก็จะรบพุ่งกันด้วยดาบ ด้วยธนูเหมือนในอดีต ด้วยเหตุนี้เองที่ท่านนบี ได้แนะนำให้เราขี่ม้า ยิงธนู และว่ายน้ำ

ซึ่งความเห็นนี้ก็ดูเข้าท่าเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงคงเป็นไปได้ยาก ความเห็นที่ดูจะเป็นจริงและเป็นไปได้มากกว่าก็คือ อารยธรรมความเจริญด้านวัตถุของมนุษย์คงไม่เสื่อมสลายลงไปหรอก มีแต่จะเจริญมากยิ่งขึ้น เส้นทางจราจรจะโยงใยไปทั่วฟ้า การคมนาคม การสื่อสารจะสะดวกรวดเร็ว เราจะเดินทางไปมักกะฮฺ มะดีนะฮฺอย่างรวดเร็ว เราจะได้รับข่าวอิมามมะฮฺดีย์อย่างรวดเร็ว และเรื่องภัยพิบัติที่รุนแรงถึงขั้นทำให้ต้องมาเริ่มสร้างอารยธรรมกันใหม่ก็คงไม่เกิดขึ้นเป็นแน่ ส่วนเรื่องของการขี่ม้า ยิงธนู ว่ายน้ำ นั่นไม่เกี่ยวกัน ถือเป็นคำแนะนำให้ออกกำลังกายเพื่อเสริมทักษะ  และเตรียมร่างกายสำหรับการรบ ซึ่งจะออกกำลังด้วยวิธีใดก็ได้ แต่หากทำตามที่ระบุก็จะได้บุญเพิ่มในส่วนที่ปฏิบัติตามสุนนะฮฺ

แต่หากแม้จะมีภัยพิบัติล้างโลกเกิดขึ้นจริงแล้วไซร้ เราก็ไม่ถือว่าเป็นวันกิยามะฮฺ เพราะวันกิยามะฮฺไม่ใช่วันสิ้น “โลก” ที่หมายถึงดาวดวงนี้ แต่สิ้น “โลก” ในนัยยะของอิสลามหมายถึงการสิ้นสลายของ “ดุนยา” คือพินาศสูญสลายทั้งจักรวาล และแน่นอนว่าในปี 2012 ที่ถูกสร้างกระแส (จากวิทยาศาสตร์ปลอม) ขึ้นนี้ จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

หากแต่ปี 2012 เป็นปีสำคัญ เป็นปีแห่งความฝันที่ชาวไซออนิสต์รอคอย อันเนื่องจากมีความต้องการให้แผนการเปลี่ยนโลก “New world order” บรรลุผลเบ็ดเสร็จในปี 2012 ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นฤกษ์แห่งการเปลี่ยนแปลงตามโหราศาสตร์

บางคนบอกว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนกลุ่มเล็กๆจะควบคุมคนกลุ่มใหญ่ของโลก มีอำนาจบงการไปทั่วทุกวงการ และปกครองไปทั่วทุกประเทศ ทั้งๆที่เราไม่เคยพบคำว่า “อิลลูมิเนติ” หรือ “ฟรีเมสัน” ออกมาปรากฏให้เห็นบนหน้าจอทีวีหรือตามหนังสือพิมพ์เลย มีแต่ได้เห็นตามอินเตอร์เน็ต หรือหนังสือเท่านั้น ?

คำตอบก็คือนี่แหละเป็นข้อยืนยันว่า ภาพที่จะออกมาปรากฏบนหน้าจอทีวีและหนังสือพิมพ์นั้นก็ล้วนแล้วถูกควบคุมทั้งสิ้น ส่วนอินเตอร์เน็ตและหนังสือรวมถึงสื่ออื่นๆนั้น ไม่มีผลต่อผู้คนในวงกว้าง ยกตัวอย่างเช่น การปราศรัยของจักรภพ เพ็ญแข ใน FCCT และการให้สัมภาษณ์ของทักษิณใน Times online เหล่านี้จะไม่มีทางเผยแพร่ออกมาสู่จอทีวีเด็ดขาด เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วประชาชนคนไทยก็จะไม่มีการแบ่งฝ่าย หรือจะทำให้ไม่มีคนรากหญ้าเข้าไปร่วมฝ่ายแดงด้วยเลย

พอพูดถึงการแบ่งฝ่ายแล้วก็ต้องพูดถึงเรื่องการ “สมคบคิด” (Conspiracy Theory) ขออุปมาเช่นการแข่งขันชกมวย มวยนั้นมีสองฝ่าย นักมวยโดยปกติชกกันจริง เลือดอาบ มีบางครั้งเป็นการแสดง บ้างก็มีล้มมวย คนเชียร์ก็เชียร์กันจริง พนันจริง แต่ทั้งหมดนี้อย่าลืมว่าคนจัดนั้นคือคนๆเดียวหรือคนกลุ่มเดียว นี่ก็คืออุปมัยของสงครามและความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศต่างๆ

และเมื่อพูดถึงมวยแล้วก็ขอแวะซะหน่อยว่า จะมีแบ่งสีเป็นฝ่าย “แดง” และ “น้ำเงิน” ซึ่งตรงนี้ก็เป็นวัฒนธรรมที่มาจากพวกเขาเช่นกัน

จริงๆแล้วพวกไซออนิสต์เรียกตัวเองว่ายิวแดง (Red Jew) พวกเขาผิวแดง หัวแดง และชอบสวมชุดสีแดง (ระบุว่าเป็นเชื้อสายของยาฟิสที่เข้ามาปะปนอยู่ในหมู่บนีอิสรออีล) แต่คนพวกนี้ชอบให้มีการขัดแย้ง เชื่อว่าโลกนี้มีความสมดุล (หยินหยาง) เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงต้องมีสองฝ่าย เลยแบ่งสายพวกเขาให้มีสีน้ำเงินขึ้นมา (ฟรีเมสันจึงมีสายแดงและน้ำเงิน)

โลกฝ่ายแดงหรือคอมมิวนิสต์ เกิดมาจากชาวยิวโดยตรง ทั้งคาร์ล มาร์กซ์, เลนิน, สตาลิน พวกนี้มีเชื้อสายยิว ส่วนฝ่ายน้ำเงินหรือเสรีนิยมนั้น อิลลูมิเนติอยู่เบื้องหลังการก่อตั้งประเทศ ฉะนั้นประธานาธิบดีทุกคนของสหรัฐล้วนเป็นสมาชิกของสมาคมลับทั้งสิ้น ทั้งอิลลูมิเนติ, ฟรีเมสัน และสกัล แอนด์ โบนส์ จึงไม่ต้องแปลกใจที่ธนบัตร, ไวท์เฮาส์, แพนทากอน จึงปรากฏสัญลักษณ์ของพวกเขา อีกทั้งตำรวจ, CIA, ทหาร, ยันวงการบันเทิงจึงถูกยิวคุมหมด

ในอดีตการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในแต่ละประเทศก็จะมีการแบ่งสีเช่นนี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในประเทศไทยเราเองตอนนี้ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

สมาคมลับซึ่งเทียบกับประชากรโลกแล้วถือว่าเป็นคนกลุ่มเล็กๆ แต่สามารถทำถึงขนาดนี้ได้อย่างไร ? ก็คือว่าไอ้สมาคมลับที่ว่านี้ เป็นสมาคมลับที่สร้างขึ้นและบริหารโดยยิวไซออนิสต์นั่นเอง เพียงเท่านี้มุสลิมและนักวิชาการการเมืองก็คงจะหายข้องใจ แต่สำหรับคนทั่วไปก็อาจจะงงอยู่ว่า แล้วยิวมันทำได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ ?

เรามักได้ยินคำว่า “นายทุน” “เงินทุน” หนุนหลังแต่ละฝ่ายหรือแม้แต่พรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งในข่าวก็ไม่ได้ระบุตัวตน แต่โดยวิธีการแล้ว สมาคมลับต่างๆจะแทรกซึมมาทำนองนี้แหละ คือใช้เงินเป็นตัวบงการ และดึงคนที่มีอิทธิพลเข้าเป็นสมาชิก เพื่อสามารถกำหนดนโยบายพรรค หรือออกคำสั่งต่างๆได้ ยิ่งแกนนำม็อบยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ เพราะเพียงแค่มีคำสั่ง คนจำนวนนับแสนก็จะทำตาม ด้วยเหตุนี้ New world order จึงเป็นไปตามสั่งง่ายเหลือเกิน

คงจะไม่กล้าระบุว่ามวยในบ้านเรานั้น ใครชกจริงชกปลอม ใครเป็นสมาชิกที่ทำตามสั่ง หรือใครต่อสู้โดยบริสุทธิ์ ? อันนี้ยืนยันไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ มีโปรโมเตอร์จัดขึ้นมาแน่นอน

เอกสารลับฉบับหนึ่งถูกเผยแพร่ออกมาทางเว็บไซท์ของ เสธ.ทหารนายหนึ่ง เป็นเอกสารภาษาฮิบรูเขียนแบบเป็นรหัส มีการอธิบายในเว็บไซท์ยาวยืดแต่สรุปใจความได้ว่า ให้เริ่มทำการเปลี่ยนแปลงระบอบวันที่ 13 สิงหาคม 2006 ประเทศไทย และให้แล้วเสร็จในวันที่ 28 สิงหาคม 2012

 

zion3

 

ประเด็นว่าเอกสารนี้ของจริงหรือไม่ อันนี้ไม่ใส่ใจนัก แต่ที่แน่ๆ ในบ้านเราก็มีฝ่ายแดงและน้ำเงิน (เหลืองก็คือย่อยของน้ำเงิน เพราะใช้แทนความหมายกันได้ตามวัฒนธรรมบ้านเรา) แต่ไม่รู้ว่าปี 2012 ทางไซออนิตส์ต้องการให้สีใดปกครองประเทศ ? ปัจจุบันเป็นคิวของน้ำเงินปกครองอยู่ แต่ดูลักษณะรูปการแล้วถ้าหากพวกเขายังต้องการให้อเมริกาเป็นผู้นำโลก ก็แสดงว่ายุคนี้ต้องสีน้ำเงิน แต่อนาคตแดงอาจจะพลิกกลับเป็นฝ่ายปกครอง ก็เป็นไปได้สูง

ข้อนี้เป็นสิ่งที่นักวิชาการมุสลิมรู้กันดี ว่ายิวมีแผนการให้สีแดงคอมมิวนิสต์กลับมาปกครองอีกครั้ง เพราะชอบหลอกใช้แรงงาน หรือชอบเปรียบคนเป็นสัตว์นั่นเอง ส่วนจะทำสำเร็จหรือไม่นั่นอีกเรื่อง

อย่างไรก็ตามเป็นสิ่งที่จะต้องจับตาดูว่า 2012 จะเกิดอะไรขึ้นกับแวดวงการเมืองการปกครองของบ้านเรารวมถึงที่อื่นๆ และอเมริกาจะมีอะไร ? อิสราเอลจะมีอะไร ? ดินแดนไซออนจะมีอะไร ? อิหร่านจะมีอะไร ?

นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจ ว่าการที่อิหร่านและชีอะฮฺกำลังสร้างภาพว่าตนเป็นศัตรูกับยิว โดยอาศัยจุดอ่อนที่ว่าซาอุดิอาระเบียและโลกอาหรับนั้นเป็นพันธมิตรกับศัตรู อิหร่านจึงฉวยโอกาสเล่นบทฮีโร่โลกมุสลิม ทั้งหมดนี้เราอย่าลืมสิ่งที่ได้กล่าวไปตอนต้น ในเรื่องของการ “สมคบคิด”

“อะห์มาดีเนจาด” คนๆนี้มิได้โกงการเลือกตั้ง แต่เป็นคนที่ถูกเลือกโดยอิลลูมิเนติให้เป็นประธานาธิบดี เหมือนๆกับประธานาธิบดีสหรัฐทุกคน (การเลือกตั้งเป็นเพียงการจัดฉากหลอกๆให้ประชาชนนึกว่าตนเองมีส่วนร่วม) ตัวผู้นำอิหร่านคนนี้คือหนึ่งในสมาชิกอิลลูมิเนติ ! ลัทธิชีอะฮฺเกิดมาจากยิวฉันใด รัฐชีอะฮฺอิหร่านก็เกิดมาจากยิวฉันนั้น

ที่ว่ากันว่าอิหร่านนั้นเกลียดและเป็นศัตรูกับยิว ก็ต้องบอกว่าประชาชนหรือคนเชียร์มวยนั้นเป็นของจริง แต่รู้ไว้เถิดว่าทั้งรัฐบาล, บรรดาแกนนำชีอะฮฺ และทั้งตัวผู้นำประเทศนั้น เป็นของปลอม !

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2009 เวลา 08:02 น.
 
วิหารไซออน ตอนผู้มีสิทธิ์ครอบครอง พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2009 เวลา 07:49 น.

วิหารไซออน

ตอน “ผู้มีสิทธิ์ครอบครอง”

 

อับดุลอะซีซ (วารสารใต้ร่มเงาอิสลาม)

ผู้พิทักษ์

จากปลายเดือนธันวาปีที่แล้วจนถึงวันนี้ มุสลิมยังคงสะเทือนขวัญกับการฉลองปีใหม่ของยิว ที่ไม่ใช่การจุดพลุ แต่เป็นการยิงระเบิดฟอสฟอรัสขาวใส่ชาวปาเลสไตน์ผู้บริสุทธิ์ ชาวโลกส่วนหนึ่งที่พอจะรู้ศาสนาเข้าใจว่านี่คือการแย่งชิงดินแดนกันไปกันมาระหว่างมุสลิมกับยิว

ต่างคนก็ต่างมีความเชื่อในเรื่องการถือกรรมสิทธิ์ในการครอบครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของตน แต่ใครเล่าที่เป็นผู้มีสิทธิ์อย่างแท้จริง ?

แผ่นดินทั้งหมดเป็นของอัลลอฮฺ ฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าอัลลอฮฺจะทรงมอบดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้ใครครอบครอง ซึ่งในสมัยอดีต วงศ์วานอิสรออีลคือผู้ศรัทธาที่อัลลอฮฺทรงโปรดปราน อัลลอฮฺจึงมอบดินแดนแห่งนี้ให้แก่พวกเขา และส่งรสูลมายังพวกเขามากมาย

รสูลที่เป็นกษัตริย์เจ้าของวิหารในดินแดนแห่งนี้ก็คือท่านนบีดาวูดและนบีสุลัยมาน ซึ่งเป็นเชื้อสายอิสรออีล ฉะนั้นพวกยิวจึงเชื่อว่าพวกเขาเป็นเจ้าของดินแดนแห่งนี้ แต่ความเป็นจริงต้องบอกว่าเฉพาะบรรพบุรุษของพวกเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์

เพราะพวกยิวได้ทรยศต่ออัลลอฮฺ ปฏิเสธนบีอีสาและนบีมุหัมมัด ฉะนั้นในยุครสูลคนสุดท้ายนี้ มุสลิมจึงถือเป็นผู้ศรัทธาเพียงหนึ่งเดียว เป็นผู้มีสิทธิ์ครอบครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพียงหนึ่งเดียว ไม่ใช่ยิวและไม่ใช่คริสเตียน มุสลิมมีสิทธิ์ในตัวนบีมูสามากกว่า มีสิทธิ์ในการถือศีลอดขอบคุณอัลลอฮฺในวันที่นบีมูสาหนีจากฟิรเอาน์ได้ มุสลิมมีสิทธิ์ในตัวนบีดาวูดมากกว่า มุสลิมมีสิทธิ์ในตัวนบีสุลัยมานมากกว่า และเป็นผู้พิทักษ์ศักดิ์ศรีของนบีสุลัยมานและวิหารของท่านอย่างแท้จริง

มุสลิมรู้จักประวัติของนบีต่างๆในวงศ์วานอิสรออีลดีกว่าพวกยิว รู้จักนบีสุลัยมานดียิ่งกว่าพวกยิว ขณะที่ยิวรู้จักแต่ข้อมูลปลอมๆ กล่าวหาว่าท่านนบีสุลัยมานคือเจ้าแห่งไสยศาสตร์

“และพวกเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่บรรดาชัยฏอนในสมัยสุลัยมานอ่านให้ฟัง และสุลัยมานหาได้ปฏิเสธการศรัทธาไม่ แต่ทว่าชัยฏอนเหล่านั้นต่างหากที่ปฏิเสธการศรัทธา โดยสอนประชาชนซึ่งวิชาไสยศาสตร์...” (ดูอัลกุรอาน 2:102)

นบีสุลัยมานไม่ได้สอนไสยศาสตร์ ไม่ได้รับวิชาไสยศาสตร์มา แต่ชัยฏอนต่างหากที่รับมาสอน แต่พวกยิวนั้นยึดถือในไสยศาสตร์โดยอ้างว่าสืบทอดมาจากนบีสุลัยมาน

 

ผู้บ้าคลั่ง

อัศวินเทพลาร์ (Templar) ตั้งชื่อมาจากคำว่า ‘โซโลมอน เทพเพิล’ (Solomon temple) ซึ่งหมายถึงผู้พิทักษ์โบสถ์ของนบีสุลัยมาน เป็นกลุ่มเมสันในอดีตที่ปลุกปั่นให้คริสตจักรทำสงครามครูเสดเพื่อแย่งชิงดินแดนปาเลสไตน์คืนจากมุสลิม แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ จนต่อมาหลายสมัยผ่านไป ก็ใช้การแทรกซึมเข้าไปในฝ่ายผู้บริหารของอาณาอุษมาน การทำให้รัฐอิสลามล่มสลายก็จะช่วยทำให้ชาวยิวบุกยึดปาเลสไตน์ได้ง่าย เพราะไม่มีรัฐอิสลามที่เข้มแข็งคอยปกป้องดินแดนแห่งนี้อีกต่อไป

ปัจจุบันพวกเมสันก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ไม่ได้มีชื่อว่าอัศวินเทพลาร์ แต่เป็นกลุ่มไซออนิสต์ที่สมคบคิดให้ฝ่ายพันธมิตรทำสงครามรบพุ่งกับอักษะ (พวกมันก็บงการอยู่ทั้งสองฝ่าย) วางอุบายหาคนที่เกลียดยิวมาเป็นผู้นำนาซี และช่วยหนุนแผนการฆ่ายิวส่วนหนึ่งได้สำเร็จ จากนั้นจึงทำให้ชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ดูมีความน่าสงสารและมีความชอบทำที่จะก่อตั้งประเทศของตนขึ้นมาโดยเข้ายึดครองดินแดนปาเลสไตน์ จากนั้นก็เป็นจุดจบของมุสลิมในการครอบครองมัสญิดอัลอักศอ

บริเวณบัยติลมุก็อดดัส หรือภูเขาฮัยคอลแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของมัสญิดอัลอักศอและมัสญิดกุบบะฮฺ อัศศอคเราะฮฺ ที่ชาวยิวอ้างนักอ้างหนาว่าอยู่ในประวัติศาสตร์ของตนมาตลอด ปัจจุบันพวกเขาเข้าไปขุดเจาะหาวิหารสุลัยมานใต้มัสญิดอัลอักศอ เพื่อหาหลักฐานพิสูจน์ต่อชาวโลกว่าที่แห่งนี้เป็นของตน (ซึ่งข้อนี้เราก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีวิหารสุลัยมานอยู่ เพราะหากมีจริงแล้วไซร้ แน่นอนว่าวิหารนี้ก็ต้องเป็นของมุสลิมอยู่ดี) ไซออนิสต์ผู้บ้าคลั่งเหล่านี้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะทำลายมัสญิด การขุดเจาะนอกจากจะเป็นการค้นหาร่องรอยทางประวัติศาสตร์แล้วก็ยังจะทำให้มัสญิดพังลงอย่างช้าๆอีกด้วย ถึงแม้จะไม่พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์แต่ก็บรรลุเป้าหมายไปขั้นหนึ่ง

หลังจากที่อัลลอฮฺทรงลงโทษชาวยิวที่ทรยศโดยทำให้พ่ายแพ้ต่อบาบิโลเนีย เมื่อราว 500 กว่าปีก่อนคริสตศักราช วิหารก็ถูกทำลายลง และเมื่อมีการสร้างวิหารขึ้นมาอีกครั้ง มันก็ถูกทำลายลงอีกจากน้ำมือของโรมันเมื่อราวคริสตศักราชที่ 70 จากนั้นยังไม่มีการสร้างใหม่จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ชาวยิวจึงพยายามที่จะให้มีวิหารขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งจะทำได้หรือไม่ได้นั้น คำตอบอยู่ที่โลกมุสลิม เพราะเมื่อมุสลิมอ่อนแอเมื่อไหร่ ความฝันของยิวก็ใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้น เหตุนี้พวกเมสันจึงเผยแพร่คอมมิวนิสต์, ทุนนิยม, วัตถุนิยม, เซคิวล่าร์เข้าสู่โลกมุสลิม

 

ผู้ชนะ

 

หากมุสลิมเป็นผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้เหมือนในอดีต คนต่างศาสนาแม้กระทั่งชาวยิวก็จะได้รับความสงบร่มเย็นไปด้วยเหมือนอย่างที่ผ่านมา แต่ผลจากการยึดครองของยิว นอกจากชาวปาเลสไตน์จะตกทุกข์ได้ยากแล้ว ชาวยิวเองก็ยังอยู่แบบหายใจไม่ทั่วท้องอีกด้วย เพราะหวาดผวาไม่รู้ว่าประเทศตนจะถูกโจมตีเมื่อไหร่ ต้องคอยลุ้นไม่ให้โลกมุสลิมเข้มแข็งขึ้นมาได้อีก และต้องคอยลุ้นไม่ให้อเมริกาและเหล่าผู้รับใช้ยิวทั้งหลายอ่อนแอลง

ยิวจะได้ยึดครองดินแดนแห่งนี้ไปนานแค่ไหน มุสลิมปาเลสไตน์จะได้รับชัยชนะเหนือยิวหรือไม่อย่างไร ไม่มีหลักฐานชี้แจงไว้ในกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺ ทั้งนี้ก็เพื่อให้มุสลิมนั้นมีการเคลื่อนไหว ถ้าหากมีการแจ้งให้เรารู้ว่าจะชนะเมื่อไหร่ หรือแจ้งว่าจะชนะในยุคอิมามมะฮฺดีย์เท่านั้น แน่นอนมุสลิมเราก็จะไม่ทำอะไรเลย มัวแต่รอคอยให้ถึงเวลานั้น แต่เนื่องจากไม่มีระบุให้เรารู้ จึงทำให้เหตุการณ์อาจเป็นไปได้ทั้งหมด ว่าปาเลสไตน์จะได้รับชัยชนะก่อนถึงยุคอิมามมะฮฺดีย์ มุสลิมจะได้ดินแดนคืนมาก่อนจะถึงยุคก้อนหินพูดได้ หรือก่อนจะถึงยุคยิวจัดทัพบุกมักกะฮฺ (เป็นไปได้มากว่าการบุกของยิวนี้เกิดจากที่พวกเขาเสียดินแดนไป)

เมื่อไม่มีใครล่วงรู้เหตุการณ์ ไม่มีตัวบทหลักฐานให้รายละเอียดเจาะจงไว้ ก็ทำให้มุสลิมยังคงต่อสู้จนถึงทุกวันนี้ เพราะเชื่อในความเป็นไปได้ที่ว่าโลกมุสลิมจะกลับมาเข้มแข็งในอีกไม่ช้า และเชื่อไปถึงขั้นที่ว่า รัฐอิสลามที่ท่านนบีบอกว่าจะมีการล่มสลายไป แล้วก็ระบุว่าจะกลับมามีขึ้นอีกครั้ง มันอาจใช้เวลาไม่นาน นี่เพิ่งล่มไปจากคนไม่กี่รุ่น จากนี้ไปไม่รุ่นลูกก็รุ่นหลาน รัฐอิสลามก็อาจกำเนิดขึ้นมาอีกครั้ง และอาจเป็นเหตุทำให้พวกยะฮูดีและนัศรอนีไม่พอใจจึงทำสงครามกับใหญ่กับมุสลิม ก็เป็นไปได้อย่างมากอีกเช่นกัน

มุสลิมจำนวนมากก็มีความใฝ่ฝันที่จะได้รับชัยชนะ แต่ไม่รู้วิธีการที่จะทำให้บรรลุสู่เป้าหมาย ข้อแตกต่างคือ ยิวส่วนใหญ่มีความเข้มข้นในความเชื่อและอุดมการณ์ ส่วนโลกมุสลิมนั้นมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้มข้น ยิวใช้ศาสนาของตนนำหน้า และผลักดันให้ตนเองเป็นผู้นำหรือผู้กำหนดทิศทางโลก ส่วนมุสลิมเอาศาสนาไว้ตามหลัง คอยปรับตัวให้เข้ากับสังคม ให้สังคมเป็นตัวกำหนดทิศทาง แล้วตัวเองเป็นผู้คล้อยตามกระแส จากสาเหตุหลักๆเพียงเท่านี้ก็ได้คำตอบแล้วว่าทำไมมุสลิมจึงยังไม่ชนะ

ฉะนั้นผู้มีอุดมการณ์ความฝันทั้งหลาย ต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ วันนี้ใครยังไม่ยึดศาสนาในแนวทางที่เข้มข้น ยังคงนิยมในศาสนาแบบปรับยืดหยุ่นตามยุคสมัย สิ่งนี้ต้องแก้ไข ต้องรณรงค์ให้มุสลิมหันกลับไปสู่แนวทางของคนยุคสลัฟ กล้ายืนหยัด กล้านำหลักการมาใช้ เป็นผู้นำสังคม ไม่ใช่ให้สังคมเป็นผู้นำ

นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังต้องรณรงค์ขจัดแนวคิดมุสลิมเซคิวล่าร์, มุสลิมโมเดิร์น ออกไปจากโลกมุสลิม ถ้าทำได้อย่างนี้ ไม่ต้องขอเยอะ ขอแค่มีมุสลิมที่เข้มข้นแบบนี้ประเทศละอย่างน้อยแสนคน เชื่อเหลือเกินว่าดับฝันยิวได้อย่างแน่นอนอินชาอัลลอฮฺ

การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และการศึกษา ไม่ใช่เป็นการต่อสู้ทางสุดท้าย แต่เป็นเพียงสิ่งที่เอาไว้สนับสนุนในการต่อสู้สูงสุดเท่านั้น นั่นก็คือการญีฮาดในสมรภูมิรบ เราอย่าไปให้น้ำหนักความสำคัญผิดเรื่องผิดราว และสิ่งสำคัญที่สุดในการสนับสนุนการทำสงครามก็คือเรื่องของ “อีมาน” เพราะมันคืออาวุธหรือพลังสำคัญที่จะทำให้เราได้รับชัยชนะ และนี่ต่างหากคือสิ่งที่มุสลิมในปัจจุบันแตกต่างจากมุสลิมในอดีตเป็นอย่างมาก

ยิวสร้างเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการทำสงคราม สร้างสังคมเพื่อใช้ปกครองมหาอำนาจและชาติตะวันตก (ไว้เพื่อครอบงำชาวโลกอีกที) สร้างการศึกษาเพื่อเอาไว้หลอกลวงครอบงำชาวโลกให้คิดตามที่เขาตีกรอบไว้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อ “ไซออน”

หัวใจในการขับเคลื่อนของพวกยิวก็คือความเชื่อทางศาสนา ฉะนั้นสำหรับมุสลิมหัวใจการขับเคลื่อนคือ “อีมาน” (ซึ่งจะเป็นเหตุที่ทำให้อัลลอฮฺทรงช่วยเหลือ) นี่คือสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อโลกมุสลิมอย่างมากที่สุด มุสลิมไม่จำเป็นต้องรวย ไม่ต้องเจริญด้านวัตถุ แต่ก็จะสามารถรบชนะยักษ์ใหญ่ได้หากมีอีมาน ดังเช่นในอดีตที่เขาเคยพิชิตเปอร์เซียและอาณาจักรอื่นๆมานักต่อนักแล้ว ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม จะเป็นสิ่งสำคัญรองลงมาที่จะมาช่วยสนับสนุน และสำหรับการศึกษานั้น ในภาคศาสนาคือสิ่งต้องมาคู่กับการพัฒนาอีมาน ส่วนในภาคสามัญคือเรื่องสำคัญรองลงมา ซึ่งโดยหลักสูตรปัจจุบันที่ยิวสร้างไว้ให้นั้น ไม่ได้มีส่วนในการพัฒนาอีมานสักเท่าใดนัก มิหนำซ้ำโดยภาพรวมแล้ว มันทำให้มุสลิมออกห่างจากอิสลามมากยิ่งขึ้น เพราะส่วนมากไม่มีภูมิคุ้มกัน ฉะนั้นการศึกษาศาสนาจะเป็นวัคซีนที่สามารถคุ้มกันได้ในระดับหนึ่ง

 
วิหารไซออน ตอนสงครามศักดิ์สิทธิ์ พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2009 เวลา 07:41 น.

background_14

 

วิหารไซออน  

ตอน “สงครามศักดิ์สิทธิ์” 

ความรู้

การศึกษาค้นคว้าหาความจริงนั้น ก่อนอื่นจะต้องแยกประเภท ‘ความจริง’ ออกเป็นสองแบบเสียก่อนคือ

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 08 มกราคม 2010 เวลา 12:33 น.
อ่านเพิ่มเติม...
 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 3

สถิตินับตั้งแต่ 7/5/2552

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้140
mod_vvisit_counterเมื่อวาน155
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้540
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว967
mod_vvisit_counterเดือนนี้1408
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว3556
mod_vvisit_counterรวม12238

Online (20 minutes ago): 5
Your IP: 38.107.191.112
,
Today: มี.ค. 10, 2010

Valid XHTML and CSS.