HOTLINE

hotline160

หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์อิสลาม

สมัคร nikah

สนับสุนนโดย

salihah_shop_banner160

halal shop

ร้านขายหนังสืออิสลาม

anisahijab

 

กว่าจะมาถึงวันนี้ของน้องใหม่ | พิมพ์ |  อีเมล
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
อัสลามุอะลัยกุม วะเราะมาตุ้ลลอฮฺ วะบาเราะกาตุ
Flover_36
ไม่ชอบเลยนะ เวลาที่มีคนมาถามว่า “เข้ารับอิสลามเพราะอะไร” อาจจะเป็นด้วยเพราะความอาย ผสมความรำคาญแต่ก็เข้าใจคนถามว่า เขาคงสงสัย แต่ถ้าเป็นไปได้ อยากให้เปลี่ยนคำถามจังเลยว่า “อัลลอฮฺให้ทางนำอย่างไร” มากกว่าหลายครั้งที่เพื่อนมุสลิมะฮฺขอให้เขียนเรื่องราวการเข้ารับอิสลาม แต่ก็ปฏิเสธไปทุกครั้ง ด้วยเพราะที่ผ่านมา ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็น “มุสลิมเต็มร้อย” สักที ทำให้เกิดความ “ไม่มั่นใจ” เชื่อว่ามุสลิมใหม่หลายคนอาจจะเคยรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน
 
ครั้ง แรกที่กล่าว “อัชชะฮาดุ อัลลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะอัชชะฮาดุ มุฮัมมะดัล รอซูลลุลลอฮฺ”จนถึงวันนี้ วันที่ 17 มกราคม 2552 ก็เป็นเวลา 4 ปีกว่าได้แล้ว แต่กว่าจะเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็น “มุสลิมเต็มร้อย (ที่ไม่สมบูรณ์แบบ)”ก็ไม่นานมานี้เอง เรื่องราว “กว่าจะเป็นวันนี้” มันก็ใช้เวลานาน (กว่าชาวบ้านมากเลยทีเดียว)
 
ความรู้สึกที่มีต่อคนมุสลิม ก่อนรู้จัก “อิสลาม” เดิมทีเป็นคนที่ถูกชะตากับคนมุสลิม คนภาคใต้ คนหน้าแขก หรือหน้าเหี้ยมโหดมาตั้งนานแล้ว อีกทั้ง “บิน ลาเดน” ก็ยังเป็นขวัญใจ (ณ ตอนนั้น ก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน) เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เคยมี “แฟน” (ภาษากาเฟรฺ) ที่เป็นมุสลิมมาแล้ว 2 คน แต่ไม่เคยได้รับการแนะนำเกี่ยวกับศาสนาอิสลามเลย จึงมีความเข้าใจว่า“ศาสนานี้” ก็เหมือนศาสนาอื่นๆ เพียงแค่ “ไม่กินหมู” และมี“การถือศืลอดในเดือนรอมฏอน” และคิดแค่ว่า “ถ้าฉันต้องแต่งงานจริงๆ ฉันก็ขอเป็นมุสลิมโมเดิร์นดีกว่า”
 
ขอกล่าวถึงชีวิตในวัยเด็ก และวัยรุ่นหน่อยนะ...ชีวิตในวัยเด็ก ก็ค่อนข้างสบายทางกายในระดับหนึ่ง แต่ก็แอบเป็นเด็กมีปัญหาทางใจ และค่อนข้างเก็บกด ด้วยเพราะว่าพ่อเป็นคนที่โหดร้าย (ขอใช้คำนี้) ทำอะไรไม่ถูกใจ เช่น ทำจานตก หรือกลับบ้านช้า เพราะทำรายงานก็จะ ถูกตี เตะ ตบ เอาบุหรี่ จี้แขน เป็นต้น อีกทั้งยังถูกวางกรอบไม่ให้ออกจากบ้านหลัง 6 โมง ซึ่งเป็นเหตุให้ทำตัวเลวร้ายในวัยรุ่น เมื่อย้ายมาเรียนที่กรุงเทพ ชีวิต วัยรุ่น มีอะไรให้ลองก็ลองบ้างระดับหนึ่ง ทำเรื่องชั่วๆ จนเหมือนว่าจะชาชิน หลายครั้งที่รู้สึกไร้ค่า แต่ก็ไม่ได้คิดจะทำให้มันดีขึ้น ด้วยเพราะมีความคิดที่ว่า “เสียแล้วเสียไป” ประมาณว่า “คงขุดไม่ขึ้นแล้ว”
 
จนกระทั่งวันหนึ่ง...เมื่อแม่ป่วยหนัก จนต้องย้ายกลับไปอยู่ที่ต่างจังหวัด ก็เริ่มคิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้ดีขึ้น คิดที่จะละทิ้งสิ่งเลวร้ายๆ ต่างๆ แต่ก็ยังไม่รู้วิธีที่ดี เท่าที่ทำได้ ณ ตอนนั้น ก็คือเลิกยุ่งเกี่ยวกับบาป ใหญ่ได้เป็นปี จนกระทั่งแม่เสียชีวิตลง ขณะ ที่ดูแลแม่อยู่นั้น ก็ได้รู้จักผู้ชายมุสลิมอีกคน -- พอย้ายมาอยู่ กรุงเทพ ก็เริ่มมีความสนใจอยากศึกษาเกี่ยวกับ “อิสลาม” อย่างจริงจัง แต่ขอออกตัวก่อนว่า “เขา” ไม่เคย ให้คำแนะนำใดๆ เช่นกัน – มันเริ่มจากตัวเอง (อัลลอฮฺทรงเมตตาและเปิดใจ)
 
ครั้งแรกกับ “อิสลาม” ... ครั้งแรกที่ศึกษาศาสนานี้ ก็ศึกษาจาก www.muslimthai.com และ www.mureed.com อ่านทุกวัน ชอบมากๆ รู้สึกว่านี่แหละที่เขาเรียกว่า “ความดี” เริ่มปฏิบัติตัวให้คล้ายๆ มุสลิมมากขึ้น โดยเริ่มแต่งตัวให้เรียบร้อย คือใส่เสื้อยาว กางเกงยาว กระโปรงยาว (แต่รัดรูป) ไม่กินหมู (แต่กินเนื้ออื่นที่ไม่ฮาลาล) จนเพื่อนที่ทำงานที่เป็นมุสลิมพาไปเข้ารับ “อิสลาม” ที่มัสยิดแถวอ่อนนุช จำได้ว่าเป็นเดือนรอมฏอน
 
หลัง จากที่เข้ารับอิสลาม ก็ยังคงศึกษาศาสนาเองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดความเครียดเพราะบางเรื่องก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงต้องห้าม ทำไมถึงต้องทำ จนเริ่มออกห่างจากการศีกษา จนกระทั่งวันหนึ่ง ก็มีคนชื่อแปลกๆ Toyibah เข้ามาขอให้เราเป็นเพื่อนใน yahoo messenger คุยไปคุยมา จึงรู้ว่าเธอเป็นสตรีมุสลิม เธอบอกว่า เธอเห็นอีเมลจากเวปไซท์ จากนั้นเธอก็จัดการส่งตัวให้พี่รอฮะนี หรือพี่อะมานี ณ ปัจจุบัน
 
จากนั้นพี่อะมานีก็พาไปฟังบรรยายศาสนา ที่แรกที่ได้ไปคือ “โรงเรียนศิลปะวัฒนา” และเรื่องแรกที่บรรยายก็แทงใจดำสุดๆ คือเรื่อง “ความอิจฉา” แบบว่าอึ้งมาก เพราะกำลังประสบกับปัญหานี้อยู่ ณ ขณะนั้น เหมือนกับว่า อัลลอฮฺทรงดลใจให้ผู้พูด พูดเรื่องนี้ หลังจากนั้นการเรียนรู้ศาสนาครั้งใหม่ก็เริ่มขึ้น โดยเข้าฟังบรรยายทุกสัปดาห์ ทำให้มีความศรัทธามากขึ้น จาก นั้นก็เริ่มที่จะเรียนรู้การละหมาด โดยการศึกษาจากหนังสือ ทำท่าทางตามรูปในหนังสือ และใช้วิธีพิมพ์ “คำอ่านในการละหมาด” ตัวใหญ่ๆ ในกระดาษ A4 แล้ววางบนพื้น (อัลฮัมดุลิลลาฮฺ เป็นวิธีที่ประสบความสำเร็จ) แต่ก็ยอมรับว่าการละหมาดก็มีผิดเพื้ยนบ้าง แต่ด้วยความเมตตาของอัลลอฮฺ ก็ทำให้มีคนคอยตักเตือนชี้แนะอยู่เสมอ ช่วง นั้นยังไม่ได้เริ่มคลุมผมอย่างจริงจัง ทำตัวเป็นซุปเปอร์แมน นินจา มีการเปลี่ยนชุดนอกสถานที่อยู่ตลอดเวลา จะคลุมผมเฉพาะเวลาที่ไปฟังบรรยายศาสนา หรืองานศาสนา โดยส่วนใหญ่สถานที่แปลงกายนั่นก็คือ บนรถเมล์ ตามห้องน้ำสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า หรือบ้านเพื่อน เป็นแบบนั้นอยู่หลายปี (มุสลิมใหม่หลายคนคงมีประสบการณ์เดียวกัน อิอิ)
 
จน กระทั่งวันหนึ่งก็เริ่มคิดว่า “ต้องทำอะไรสักอย่าง” “เราไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีกแล้ว” คิดว่า ต้องเริ่มคลุมฮิญาบที่ทำงานได้แล้ว ก็เลยเข้าไปขอเจ้านาย (ยิว) ว่าต้องการที่จะละหมาดและคลุมผม เขาบอกว่า “ขอกลับไปคิด 1 วัน” และคำตอบที่ได้คือ “ให้ละหมาดได้ แต่ไม่ให้คลุมผม ด้วยเพราะเป็นการแบ่งแยกทางศาสนา” ตอนนั้นยอมรับว่ายังอ่อนแอ และไม่ได้โต้แย้งอะไรออกไป ได้แต่เจ็บใจอยู่ลึกๆ ก็ทนอยู่ที่ทำงานนั้นอีก 1 ปี จนวันหนึ่งตัดสินใจว่าจะลาออก เพราะต้องการจะแสดงออกซึ่งความเป็น “มุสลิม” สักที และต้องการออกห่างจากสิ่งฮะรอมด้วยเพราะว่า “เจ้านายก็ยิว” “บริษัทก็ขายหุ้น ทำประกัน” “คลุมผมก็ไม่ได้” เคยมีคนพูดว่า “เวลาที่เราทำอะไรเพื่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺจะทรงตอบแทนด้วยสิ่งที่ดีกว่า” และก็ได้สัมผัสกับสิ่งนี้จริงๆ วันที่ลาออก (1 เมษายน 2551) จากที่ทำงานนั้นไม่ได้รู้สึกเสียใจเลย แม้ว่าจะยังไม่ได้งานมันเป็นความสุขใจ อย่างบอกไม่ถูก เพราะต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่ออัลลอฮฺ
 
หลังจากนั้นก็เริ่มหางานใหม่ และด้วยความเมตตาของพระองค์ ฉันได้งานภายใน 3 สัปดาห์ สรุปแล้ว ตกงานแค่ 1 เดือนเท่านั้น – ดูความเมตตาของอัลลอฮฺสิ และไม่ใช่แค่ว่า จะได้งานเร็วเท่านั้น แต่ทุกอย่างที่ได้จากนั้นมันดีมาก
1. คลุมฮิญาบได้ ใส่อะบะยาดำๆ ได้ (แม้ว่าเจ้านายจะแซวอยู่บ่อยๆ)
2. ที่ทำงานก็ฮะลาล เพราะเป็นองค์กรช่วยเหลือเด็ก
3. เพื่อนร่วมงานเข้าใจ และหาที่ละหมาดให้
4. ริสกีที่ได้ก็ฮาลาล
แม้ว่า งานค่อนข้างจะหนักและยุ่งยาก แต่เมื่อมองถึงความดีของสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้ก็ดีเหลือเกิน หลังจากนั้นไม่นาน ก็ย้ายที่อยู่ใหม่ มาอยู่ในที่ที่มีเสียงอะซาน สิ่งแวดล้อมของชุมชนมุสลิม อัลฮํมดุลิลลาฮฺ
 
แต่ กระนั้น “ความเป็นมุสลิมของฉันก็ไม่เต็มร้อยอยู่ดี” เพราะว่าครอบครัวของฉันยังไม่เคยเห็นฉันในสภาพ “มุสลิม” รู้เพียงแต่ว่าฉันรับอิสลาม – ทุกครั้งที่กลับบ้านต่างจังหวัด ก็ไม่เคยคลุมผม จนกระทั่งเมื่อปลายปี 2008 ที่ผ่านมา ก็เนียตว่า กลับบ้านครั้งนี้ “ฉันจะเป็นมุสลิมเต็มตัว” ทั้งกลัว ทั้งเกร็ง – ครั้งแรกที่พี่ชายเห็น ก็ยิ้มๆ และแซวๆ บอกว่า “อาย” (ที่มีน้องแบบนี้) แต่เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมยังพาไปเปิดตัวกับ “ญาติๆ” จนกลายเป็น “เรา” เสียเองที่ต้องอาย แต่ อัลฮํมดุลิลลาฮฺ ทุกอย่างผ่านไปได้ดีกว่าที่คิด ความเป็นมุสลิมเริ่มจะเต็มร้อยแล้วนะ
 
เมื่อ วันพฤหัส 15 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา -- ฉันในฮิญาบสีเทา อะบายาสีดำ เดินเข้าไปหาครอบครัว พ่อมองมาที่ฉัน แล้วหันไปสูบบุหรี่ต่อ ฉันเริ่มใจไม่ดีแล้ว แต่พอไปถึงโต๊ะ พ่อก็หันมาพูดว่า “กินข้าวหรือยังลูก” ฉันดีใจจนบอกไม่ถูก – พอตอนจะแยกจากกัน ฉันก็เข้าไปกอดพ่อและหอมพ่อ พ่อก็หอมฉันกลับ หอมมากกว่าปกติเสียอีก อัลฮัมดุลิลลาฮฺ (*พ่อฉันเปลี่ยนไป จากคนที่โหดร้าย กลายเป็นคนที่ใจเย็น หลังจากเสียแม่ไป)
 
พระองค์เมตตาต่อฉันมาก ฉันอาจจะช้ากว่าชาวบ้าน แต่พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งฉันเลย สุดท้ายแล้วนะ อิสลามให้อะไรบ้าง ฉันเคยคิดว่า คนอย่างฉันขุดไม่ขึ้น แต่ท้ายที่สุด “อัลลอฮฺ” ก็ทรงเป็นผู้ที่ดึงฉันขึ้นมาจากจุดที่ตกต่ำ พระองค์ทำให้ฉันเรียนรู้จัก “ความเรียบง่ายแต่ดีงาม” จากคนที่เห็นแก่ตัว ก็รู้จักคำว่า “ให้” โดยไม่หวังผลตอบแทนจากมนุษย์ด้วยกัน 
จากคนที่พูดจาหยาบคาย ก็เริ่มที่จะพูดจาดีขึ้น
จากคนที่อ่อนแอ ก็เริ่มเข้มแข็งมากขึ้น 
จากคนที่มีอาการผิดปกติทางจิต ก็เริ่มจะเป็นปกติ 
จากคนที่ไม่มีค่า ก็เริ่มจะมีค่า ณ ที่อัลลอฮฺ
จากคนที่ไม่มีที่พึ่ง ก็มี “อัลลอฮฺ” เป็นที่พึ่ง
อิสลามให้ฉันได้เรียนรู้กับการเป็น “มนุษย์ที่แท้จริง” อิสลามให้อะไรฉันมากมายจนฉันไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
 
วันนี้ฉันเชื่อว่า ฉันเป็นมุสลิม 100% แล้วนะ แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม ถ้าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เล่ามานี้ไม่เกิดขึ้น ก็คงจะยังไม่มี “เรื่องราวยาวๆ นี้มาเล่าสู่กันฟัง” อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
 
สำหรับ มุสลิมใหม่ หรือผู้ที่สนใจในอิสลาม อย่าท้อแท้นะคะ หากมีความศรัทธา อัลลอฮฺจะช่วยเราจนถึงที่สุด อย่ากลัวจนมากเกินไป กลัวได้นะค ะแต่ต้องมีความหวังจากพระเมตตาของพระองค์ เพราะบางที “ความกลัว” นั้น มันเกิดจากตัวเราเอง อัลลอฮฺจะทรงประทานสิ่งที่ดีกว่าด้วยวิธีการที่เราไม่คาดคิดมาก่อนเสมอ “จะเป็นมุสลิม ต้องสั่นสู้คะ” อัลลอฮฺจะไม่ทอดทิ้งบ่าวของพระองค์
 
สุด ท้ายนี้ ขออัลลอฮฺทรงตอบแทนความดีงามทั้งหลายต่อผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือมาตลอด ไม่ว่าจะเป็น ต็อยยิบะฮฺ พี่อะมานี อาจารย์มัรฟู กลิ่นมาลัย และฟาริดา
 
วัสลาม
ฟาติมา(ใหม่)
 
ลงบทความวันที่21 มกราคม 2551
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

islam-talks.com อิสลาม คือ ทางรอด, Powered by Joomla!; Joomla templates by SG web hosting