| รู้จักกับผู้ออกแบบโพสเตอร์ |
|
เรื่องบังเอิญ..ของชีวิต(จริงเหรอ?) 5 ปีมาแล้ว ที่มีโอกาสรู้จัก อิสลาม... ก่อนหน้านี้คิดว่านี่คือโลกของคนอาหรับที่เราไม่กล้าเข้าใกล้.... อารยธรรมที่ป่าเถื่อน กดขี่ข่มเหงผู้หญิงและแสวงหาความโหดร้าย ทารุณ และเป็นพวกบ้าพระเจ้า...งมงาย ก่อความเดือดร้อนให้แก่ทุกประเทศไม่เว้นแต่ละวัน....อยากจะให้พวกมันตายไปให้หมดเลย... ฉันเชื่อแน่ว่า.....นี่คือความคิดของคนอีกหลายๆคนที่ยังไม่ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้ว่า “อิสลาม” คืออะไร มองกันแต่เพียงเปลือกนอก จากภาพข่าว จากจิตใจที่มีอคติ.... ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่บังเอิญผ่านเข้ามาที่นี่....แล้วไม่อยากอ่านมันต่อ ก็ปิดพื้นที่นี้ลงได้ และขอบคุณที่แวะมานะ แต่หากคุณคิดว่า...มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...ที่คุณได้ผ่านมา...ก็อ่านต่ออีกหน่อยแล้วกัน...เสียเวลาไม่มากนักหรอก...เผื่อจะเราจะได้รู้จักกัน...มีเพื่อนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนไง... จุดประสงค์ของฉันไม่อยากถกเถียงหรือยกประเด็นในสิ่งที่มันจะสร้างความร้าวฉานระหว่างศาสนา เพราะเราต่างก็เข้าใจกันดีว่า ศาสนาคือเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธาส่วนบุคคล ไม่มีใครที่จะบังคับเราในเรื่องศาสนาได้...ฉันก็เหมือนกัน วันเวลาหนึ่งของช่วงชีวิตได้มีโอกาสรู้จักกับมุสลิมคนหนึ่ง เขานำพาทุกอย่างมาให้ ทั้งความสุข ทุกข์ และการรู้จักตัวเอง และพระเจ้า ที่เราจะไม่ได้เรียกว่า GOD แต่เป็น Allah เมื่อครั้งแรกที่พบนึกแปลกใจเหมือนกันว่าทำไมเราต้องมาพบเจอคนนี้ ทั้งที่มีคนอยู่อีกกี่ 60 ล้านคนในประเทศ และอีกกี่พันล้านคนล่ะ บนโลกใบนี้...การพบกันระหว่างฉันกับเขาเหมือนเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่งในชิวิตเหมือนกัน จะว่าบังเอิญ...มันก็อาจจะพูดได้ แต่ลึกไปกว่านั้นมันคงไม่ใช่....และเราก็หาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมเราต้องเจอกัน....แต่มาวันนี้ ฉันก็มีคำตอบให้กับข้อสงสัยนี้แล้วเหมือนกัน เรื่องบังเอิญ..ของชีวิต(จริงเหรอ?) ![]() 5 ปีมาแล้ว ที่มีโอกาสรู้จัก อิสลาม... ก่อนหน้านี้คิดว่านี่คือโลกของคนอาหรับที่เราไม่กล้าเข้าใกล้.... อารยธรรมที่ป่าเถื่อน กดขี่ข่มเหงผู้หญิงและแสวงหาความโหดร้าย ทารุณ และเป็นพวกบ้าพระเจ้า...งมงาย ก่อความเดือดร้อนให้แก่ทุกประเทศไม่เว้นแต่ละวัน....อยากจะให้พวกมันตายไปให้หมดเลย... ฉันเชื่อแน่ว่า.....นี่คือความคิดของคนอีกหลายๆคนที่ยังไม่ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้ว่า “อิสลาม” คืออะไร มองกันแต่เพียงเปลือกนอก จากภาพข่าว จากจิตใจที่มีอคติ.... ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่บังเอิญผ่านเข้ามาที่นี่....แล้วไม่อยากอ่านมันต่อ ก็ปิดพื้นที่นี้ลงได้ และขอบคุณที่แวะมานะ แต่หากคุณคิดว่า...มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...ที่คุณได้ผ่านมา...ก็อ่านต่ออีกหน่อยแล้วกัน...เสียเวลาไม่มากนักหรอก...เผื่อจะเราจะได้รู้จักกัน...มีเพื่อนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนไง... จุดประสงค์ของฉันไม่อยากถกเถียงหรือยกประเด็นในสิ่งที่มันจะสร้างความร้าวฉานระหว่างศาสนา เพราะเราต่างก็เข้าใจกันดีว่า ศาสนาคือเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธาส่วนบุคคล ไม่มีใครที่จะบังคับเราในเรื่องศาสนาได้...ฉันก็เหมือนกัน วันเวลาหนึ่งของช่วงชีวิตได้มีโอกาสรู้จักกับมุสลิมคนหนึ่ง เขานำพาทุกอย่างมาให้ ทั้งความสุข ทุกข์ และการรู้จักตัวเอง และพระเจ้า ที่เราจะไม่ได้เรียกว่า GOD แต่เป็น Allah เมื่อครั้งแรกที่พบนึกแปลกใจเหมือนกันว่าทำไมเราต้องมาพบเจอคนนี้ ทั้งที่มีคนอยู่อีกกี่ 60 ล้านคนในประเทศ และอีกกี่พันล้านคนล่ะ บนโลกใบนี้...การพบกันระหว่างฉันกับเขาเหมือนเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่งในชิวิตเหมือนกัน จะว่าบังเอิญ...มันก็อาจจะพูดได้ แต่ลึกไปกว่านั้นมันคงไม่ใช่....และเราก็หาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมเราต้องเจอกัน....แต่มาวันนี้ ฉันก็มีคำตอบให้กับข้อสงสัยนี้แล้วเหมือนกัน ยังจำคำพูดหนึ่งซึ่งจุดประกายทางความคิดของฉันอย่างมากว่า “อะไรคือพระเจ้า” “เคยเห็นพระเจ้าเหรอ” “ไม่เคยเห็นแล้วรู้ได้ไงว่ามีพระเจ้า...บ้ารึป่าว” ฉันถามเพื่อนคนหนึ่งอย่างสงสัยในการมีอยู่ของพระเจ้า แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาทำให้เราต้องมองสิ่งต่างๆรอบตัวในมุมมองที่ต่างออกไป เพราะคำตอบของเขาคือ “ดูอย่างอากาศรอบตัวเราสิ ถึงเรามองไม่เห็นมัน แล้วทำไมเรารู้ว่ามันมีอยู่...จนเมื่อวันหนึ่งขาดอากาศหายใจแล้ว ถึงรู้ว่าอากาศมีอยู่....งั้นเหรอ” นี่เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกโง่ ขนาดเรื่องง่ายๆและใกล้ตัวแค่นี้ ยังคิดไม่ได้เลย....เออ...โง่จริงๆ แต่นึกอีกทีก็คิดแย้งว่า...ทำไมจะพิสูจน์ไม่ได้...ก็ตอนที่เราเป็นเด็กเคยทดลองทางวิทยาศาสตร์ ครูให้ไปจับเอาอากาศมาใส่ถุงแล้วมาช่างน้ำหนัก...เออ...มันก็มีมวลอากาศปรากฎมาเป็นตัวเลขบนเครื่องช่างนี่นา...นี่ไง มันพิสูจน์ได้นะ...แต่มันมองไม่เห็นเฉยๆๆ...อืม....มองไม่เห็นเฉยๆ คิดวนไปวนมาก็...เหนื่อยไปเอง...แล้วก็หาคำตอบไม่ได้สักทีว่าอากาศมาจากไหน ทำงานยังไง แล้วเมื่อไหร่จะหมดไปจากโลก...มันเกิดเองจริงเหรอ?!?! วิทยาศาสตร์....ศาสนา...พระเจ้า..... จากนั้นเป็นต้นมา การพยายามที่จะศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องของอิสลามก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ยิ่งอ่านยิ่งศึกษาก็ยิ่งได้คำตอบให้กับชีวิตมากขึ้น ว่าเกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน ชีวิตหลังความตายเป็นไง จะว่าศาสนาเดิมเราไม่ดีก็ไม่ใช่ เพียงแต่วิถีทางในการปฏิบัติตัวและคำตอบในข้อสงสัยต่างๆในชีวิตจะคลี่คลายลงได้และเป็นรูปธรรมมากขึ้นในอิสลาม เมื่อได้รับการเปิดใจให้รับอิสลามเข้ามาในหัวใจ แต่สิ่งที่ยากยิ่งนั่นก็คือเรื่องการทดสอบ เป็นการทดสอบที่ต้องก้าวผ่านให้ได้เพื่อพิสูจน์ถึงความอดทนและศรัทธา ไม่ว่าจะเรื่อง ความรัก ครอบครัว เพื่อนๆ สังคมรอบข้าง ถึงแม้ว่าการรับอิสลามจะทำให้เราสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปก็ตาม… ฉันสูญเสียบางอย่างไป แต่ก็ได้สิ่งที่ดีๆ..และดีกว่าเดิม...กลับเข้ามาในชีวิตเช่นกัน ใช่ว่าช่วงเลวร้ายและวิกฤติของชีวิตจะมีแต่เรื่องร้ายๆเสมอไป...อยากให้กำลังใจทุกคนที่ท้อแท้นะ....ว่ามีคนอีกเป็นล้านๆคนไม่มีข้าวกิน กำพร้าพ่อแม่ อยู่แบบอดมื้อกินมื้อ...พิการ ถูกข่มขืน โดนฆ่าตายทั้งๆที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด...ดูพวกเราสิ มือดี เท้าดี มีงาน มีเงินใช้ อยู่บ้านสบายๆมีคอมให้นั่งเล่นแก้เซ็ง...ปัญหาของเราบางทีเล็กกว่าพวกเค้าเหล่านั้นอีก.... ขอเล่าต่อ...ว่าเหตุผลในการเปลี่ยนศาสนาทุกวันนี้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่าทำไปเพื่อใคร นอกจากทำเพื่อตัวเอง ไม่ได้หวังว่ามนุษย์คนไหนจะเห็นความดีที่เราทำหรือไม่.....มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ฉันต้องเป็นคนไม่มีศาสนาอยู่ 2-3 ปี เพราะเรามัวแต่ค้นหาคำตอบ ต้องเข้าใจอิสลามให้ถ่องแท้ ทุกแง่มุม และยิ่งค้นไปเท่าไหร่ มันก็ยิ่งกว้างขึ้น ไกลขึ้น ไม่รู้จบ และเมื่อถึงช่วงเวลาและความพร้อมของทุกอย่างได้มาลงเอยกัน ฉันจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า จะไปเดินในหนทางที่ฉันต้องไป แนวทางอันเที่ยงตรง นั่นคือ อิสลาม ทุกวันนี้...ใครๆจะมองว่าอิสลามไม่ดีอย่างไร..หน้าที่ของเราคือนิ่งเฉย....จริงหรือ...ถามมุสลิมทุกท่าน... หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของเราก็คือ...การสร้างสันติภาพ...น้อมนำสิ่งดีๆมาสู่ชีวิตและบอกต่อแก่บุคคลที่เรารักแล้วแผ่ขยายสู่เพื่อนๆพี่น้องคนรอบข้าง... อยากทำให้ทุกคนรู้ว่า..เราอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ... อย่ารอให้สูญเสียทุกอย่างไป เราถึงกลับมาทบทวนตัวเอง...กลับมาสนใจเรื่องศาสนา...นะจ้ะ ธ.ค. 48 http://fadeelah.spaces.live.com/ ![]() ตั้งแต่วันนั้น… 1 ปี กับ 1 เดือนผ่านมาแล้วสินะ ตั้งแต่วันที่ฉันกล่าวประโยคหนึ่ง ณ มูลนิธิสันติชน ว่า “อัชฮะดุ อันลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะอัชฮะดุอันนะ มุฮัมมะดัรฺ รอซูลุลลอฮฺ” ซึ่งมีความหมายว่า “ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพบูชานอกจากอัลลอฮฺ และฉันขอปฏิญาณว่ามุฮัมมัดเป็นศาสนฑูตของพระองค์” พอกล่าวจบ...ราวกับว่าความทุกข์และความรู้สึกอึดอัดใจที่แบกมาตลอด 3-4 ปี จะหายไป...ตัวมันเบา...สมองมันปรอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก และแล้วความฝันนี้ก็ได้กลายเป็นความจริง…. ต้องขอบคุณ อ. บรรจง บินกาซัน นักวิชาการมุสลิมคนแรกที่ฉันรู้จัก ที่เมื่อหลายปีก่อนเคยแต่อ่านเรื่องราวของอิสลามผ่านงานเขียนของท่านหลายต่อลายเล่ม และเพื่อนๆพี่น้องในมูลนิธิสันติชนที่เอื้อเฟื้อมีน้ำใจและน่ารักเสมอ....อัลลอฮฺได้ให้ทางนำแก่ฉันได้มาพบใบปลิวของโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม และแผ่นกระดาษเล็กๆใบนั้นเองได้นำพาฉันมาสู่สังคมมุสลิมเต็มรูปแบบ...พร้อมกับเรื่องราวน่าประทับใจอีกมากมาย นับเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตอย่างหนึ่งและต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างมากถึงมากที่สุดที่ฉันเคยทำมา...ที่เราจะเปลี่ยนศาสนา และปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่ทั้งหมด...แค่คิดก็ยากแล้วจริงมั้ย....ใครล่ะจะทำได้..ก็ต้องพิสูจน์กันหน่อย เพราะ..เราจะเรียกตัวเองว่าผู้ศรัทธาไมได้...หากไม่ผ่านบททดสอบ...นี้.. มีเรื่องราววุ่นๆมากมายเกิดขึ้นในชีวิตก่อนมารับอิสลาม แต่ก็นับว่าเป็นความโชคดีของตัวเอง(รึป่าวนะ).. ที่มีโอกาสได้เป็นคน 2 ศาสนาอยู่พักหนึ่ง...ก็ตัว(ในทะเบียนบ้าน) เป็นอย่างหนึ่ง แต่ใจเป็นอีกอย่างหนึ่ง ใครล่ะจะมาจดทะเบียนหัวใจเราได้.....เมื่อ VISA ในหัวใจของเรา ถูก STAMP ด้วย คำว่า ISLAM ไปแล้ว...แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทางไปอย่างที่มันควรจะเป็นแล้ว หลายคนอาจจะแปลกใจ หากเห็นหน้าตาหมวยๆอย่างฉัน คลุมผมไปมัสยิด และอาจจะแปลกใจเพิ่มไปอีกถ้าหากรู้ว่าฉันมาจากครอบครัวที่เป็นผู้อุปถัมถ์ค้ำจุนศาสนามาด้วยดีตลอด ธุรกิจและรายได้หลักของครอบครัวที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยคุณตา คุณยายก็เกี่ยวเนื่องกับศาสนาแถบทั้งสิ้น แต่ทว่าไม่ใช่ศานาอิสลามเท่านั้นเอง.... แปลกนะที่ศาสนากับธุรกิจมันไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี นี่ก็แสดงว่า...คนทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าโลกก้าวไกลไปเท่าใด มนุษย์ทุกคนต่างก็แสวงหาความสุขสงบทางใจและจิตวิญญาณด้วยกันแทบทั้งสิ้น..และรูปแบบหนึ่งของการทำใจไม่ให้ยึดติดกับวัตถุที่เราต่างแสวงหามันบนโลกใบนี้มากนัก ก็คือการทำบุญ...... บางครั้งการทำบุญถูกแปรรูปไปเป็นธุรกิจที่เรียกว่า “ศาสนาพานิชย์” การทำบุญของแต่ละศาสนามีกี่แบบหรือมีอะไรบ้าง อันนี้คงไม่ต้องกล่าวถึง แต่จะขอกล่าวถึง...รูปแบบของการทำบุญที่ฉันได้สัมผัสมา...ว่ารูปร่างของการทำบุญมันไม่เพียงแค่เปลี่ยนไปได้ตามยุคสมัยเท่านั้น...แต่หากเอ่ยถึงบุญแบบ modern ซึ่งเป็นรูปธรรมว่าต้องเน้นความสะดวกและรวดเร็ว อย่างที่เราเรียกันจนชินปากว่า “สำเร็จรูป” หรือศัพท์ที่หรูหน่อยก็ “บูรณาการ”…..บางที...ทำการตลาดเรื่องของศาสนาให้ง่ายๆเข้าไว้ ลูกค้าอาจจะเพิ่มมากขึ้น...ด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมและการบริการหลังการขายที่เข้าใจความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ที่กล่าวมาข้างต้นก็คือ...ธุรกิจของครอบครัวฉันเอง แต่ขอกล่าวแต่เพียงเท่านี้เพราะหากลงรายละเอียดลึกมากกว่านี้ เกรงว่าจะมีปัญหาตามมาทีหลัง เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เราทำบุญไปเพื่ออะไร... ถ้าไม่ใช่เพื่อความดีงาม และสิ่งตอบแทน....ซึ่งอาจจะตอบแทนเรากลับมาในวันนี้หรือวันหน้า...ไม่มีใครล่วงรู้ได้ ว่าวาระนั้นจะมาถึงเมื่อใด แต่ฉันเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ได้กลับมาทุกครั้งหลังจากทำบุญ นั่นก็คือความอิ่มเอมใจ ในมุมมองของฉัน....บุญมักจะสะท้อนออกมาเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยใจ...หากเราทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในศาสนาอิสลาม ก็มีการกำหนดรูปแบบการให้ทานหรือการทำบุญอย่างเป็นรูปธรรม...สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ นั่นก็คือ...การแบ่งปัน ซึ่งแม้แต่เพียงหนึ่งรอยยิ้ม...ก็ถือว่านั่นคือสิ่งที่เราร่วมแบ่งปันให้แก่กัน.... ทุกรูปแบบการดำเนินชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายของมุสลิม ถูกรวบรวมเอาไว้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน น่าแปลกใจมากๆ...ที่หนังสือเล่มเดียวเล่มนี้ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือเพิ่มเติมมาตลอดกว่า 1400 ปี...ทุกถ้อยคำยังคงนำสมัย...และเป็นแหล่งกำเนิดแห่งศาสตร์ ความรู้ วิทยาการต่างๆ ที่เรามีใช้อยู่ในทุกวันนี้...เช่น กฎหมาย ดาราศาสตร์ เรื่องราวของวิทยาศาตร์ หรือแม้แต่สิ่งที่มุนษย์ใคร่รู้มากที่สุด นั่นคือเรื่องของตัวเอง...ที่แม้แต่ตำราชีววิทยาที่ว่าเจ๋งๆ...ยังต้องหลบให้ อย่างไรก็ตาม...หากเรารู้ว่าจุดมุ่งหมายของชีวิตคืออะไร และเราทำความดีไปเพื่อสิ่งใด สิ่งเหล่านี้จะเป็นเหมือนแรงผลักดัน ที่ทำให้เรามีแรง กำลังในการต่อสู้กับเรื่องต่างๆอย่างมีความหวัง...หวังในความดีงามที่ทำลงไป และการตอบแทนในวันหนึ่ง... แต่...ด้วยความที่เราไม่อาจคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าและสิ่งที่พ้นญาณวิสัยของมนุษย์ คนเรามักกลัวตายและสะสมทรัพย์สมบัติ สังเกตุง่ายๆได้จากตัวเอง....ว่าเวลามีเรื่องน่ายินดีมีความสุขแล้วมักลืมตัว ไม่ต่างอะไรกับคนที่มีความรู้ และทรนงตนในความรู้นั้น หากแต่ไม่เคยไตร่ตรองดูว่า...ความสำเร็จที่ได้มาทุกกวันนี้มาจากที่ใด...และเมื่อยามทุกข์ใจมาเยื่อน เราจึงหันเข้าหาที่ยึดเหนื่ยว นั่นคือศาสนา.... ไม่แปลกที่หนึ่งในคำจำกัดความของความเป็นมนุษย์ มักจะถูกเรียกว่าเป็นสิ่งถูกสร้างที่อ่อนแอที่สุดอย่างหนึ่งบนโลกนี้ เพราะคนทุกคนพร้อมจะอ่อนแอเสมอ ไม่รู้ว่าใครจะเคยรู้สึกแบบเดียวกับฉันหรือเปล่า ที่เมื่อชีวิตพบเจอกับวิกฤติจนไม่อาจเอ่ยปากปรึกษาใครได้ ไม่มีใครเข้าใจ หันไปทางไหนทางมีแต่ความว่างเปล่า แม้แต่คนที่เราเคยรักที่สุดก็ไม่อาจ....ช่วยอะไรได้เลย จะมีก็แต่เพียงน้ำตาที่มันเอ่อล้นในหัวใจ...เป็นความรู้สึกที่ทรมานมาก......และทุกครั้งที่มองดูปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วยังไม่มีคำตอบให้กับตัวเองว่าจะไปทางไหน....มันทรมานยิ่งกว่า... แต่ละวันผ่านไปอย่างเชื่องช้า.....วันเวลาเหมือนหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่...มีสิ่งหนึ่ง...ที่ยังคงอยู่กับเรา...และมีคำตอบเสมอ นั่นคือ...อัลลอฮฺ “เราเหลือเวลาอยู่บนโลกนี้อีกกี่วันนะ...?.” เคยสงสัยมั้ย “ถ้าพรุ่งนี้เราต้องตาย....เราจะทำอะไรก่อนดี....” นั่นสิ... ![]() เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้บังเกิดในชีวิต... อาจจะเป็นเพราะความร้อนใจปรกรกับช่วงเวลาที่เหมาะสมของชีวิต….ฉันจึงเลื่อนวันเข้ารับอิสลามมาก่อนหน้าวันรับปริญญาเพียงไม่กี่วัน...ช่วงเย็นๆของวันที่ 9 มกราคม 2548 ฉันเดินทางไปมูลนิธิสันติชนพร้อมกับปัญหาที่มันสุมหัวจนแทบระเบิด ในใจคิดอยู่อย่างเดียวว่าอยากเป็นมุสลิม...อยากเป็นมากๆๆๆ..ใครก็ได้...ช่วยที... โทรศัพท์ไปหาแม่เพื่อจะขออนุญาติ....แต่ทุกคนในครอบครัวกับลังง่วนกับการเตรียมงานใหญ่ น้ำเสียงแม่ดีใจมาก...กับงานรับปริญญาที่กำลังจะมาถึง....ทำให้เราพูดอะไรไม่ออก...นอกจากน้ำตาที่ไหลลงอาบสองแก้ม วินาทีแห่งการตัดสินใจมาถึงแล้ว...หน้าที่ต่อไปของฉันคือการต่อสู้.....แน่นอน หนทางเต็มไปด้วยขวากหนามและไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ ถามว่ายังจะอยากไปต่ออีกหรือ....ไปสิ.....พอคิดถึงชีวิตหลังความตาย...ทำให้ฉันต้องรีบตัดสินใจ.... แอบเปลี่ยนศาสนาอยู่ครึ่งค่อนปีโดยที่คนในครอบครัวไม่รู้เรื่องเลย..ก็เลยต้องแอบอีกหลายอย่าง เช่นแอบกิน แอบคลุมผม แอบละหมาด....สารพัดจะแอบ...จนวันหนึ่งมันเหนื่อยจะแอบ...ความก็เลยแตก....เพล้ง...เพราะเสียงอะซานที่แม่ได้ยินผ่านทางโทรศัพท์...มันก็สมควรแก่เวลาที่เราต้องเปิดเผยสักที...และมันก็เป็นวันที่น้ำตาของแม่ต้องพรั่งพรูออกมา ด้วยเหตุผลที่ฉันเป็นลูกที่ไม่ได้ความ...ทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจ ทำให้พ่อแม่ต้องเสียน้ำตา..อายบรรดาญาติพี่น้อง และนำมาซึ่งความเสื่อมเสียของวงศ์ตระกูล ลูกที่เคยเป็นความหวัง...กลายเป็นลูกอกตัญญู มีเรื่องกระทบกระทั่งมากกมายตามมาระหว่างฉันกับแม่หรือแม้แต่ญาติพี่น้อง....หัวใจของแม่คงพังยับเยิน...หัวใจของฉันก็ใช่ว่าไม่รู้สึกอะไร...ฉันเข้าใจดีว่าท่านเป็นห่วง...เพราะภาพของ "อิสลาม" ถูกนำเสนอออกมาไม่ค่อยสวยนักในสายตาชาวโลก...ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งหัวใจของท่านจะเปิดรับอิสลาม.... ความจริงฉันรู้จักอัลลอฮฺตั้งนานแล้ว....เพียงแต่ว่าเหมือนมีม่านบางๆกั้นอยู่.... วันนี้...ม่านเปิดแล้ว....เปิดตัวและหัวใจแล้วเช่นกัน... ทุกวันนี้ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป...หนทางก็ยังคงมีขวากหนามรายล้อมมากมายเช่นเดิม...บางทีก็ล้มบ้าง หนามเกี่ยวให้เลือดซิบๆบ้าง แต่ก็ยังไหวอยู่.....เพียงเพราะเรามีอุปกรณ์เสริม...เสริมหัวใจไว้ทุกคราวยามอ่อนล้าหรือปิติยินดี....จะเรียกว่าอุปกรณ์เสริมคงไม่ถูกนัก....สิ่งนี้น่าจะเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่คอยขับเคลื่อนหัวใจเราให้อยู่ในหนทางที่เที่ยงตรงของถนนสายชีวิตเส้นนี้...อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เพื่อนๆพี่น้องผู้ร่วมศรัทธาคงเข้าใจนะ...ว่าสิ่งนั้นคืออะไร.... คัดลอกจาก http://fadeelah.spaces.live.com/
|








คอมเมนต์
อัสลามมูอาลัยกุ มฯ
พี่นุ้ยสู่ ๆ
ญาซากัลลอฮฺ ฮุฆอยร็อน สำหรับเรื่องราว และประสบการณ์นะ คะ คงเป็นกำลังใจสำ หรับมุสลิมใหม่ท ุกคนค่ะ
ขออัลลอฮฺตอบแทน ในความดีงาม ค่ะ
ป.ล. ความสามารถที่อั ลลอฮฺประมานให้ fadeelah ทำให้งานเผยแผ่ศ าสนาและกิจกรรมข องกลุ่มมีสีสัน น่ารัก เป็นสื่อถึงพี่น ้องผู้ศรัทธาและ เพื่อนต่างศาสนิ กได้อย่างดี...ญะซากัลลอฮฺฮุค้ อยร็อน...
...
ญาซากิลละฮฺค็อย รอน
nureen
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds