HOTLINE

hotline160

หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์อิสลาม

สมัคร nikah

สนับสุนนโดย

salihah_shop_banner160

halal shop

ร้านขายหนังสืออิสลาม

anisahijab

 

แม้นจะอกหัก อิสลามของฉันยังอยู่ | พิมพ์ |  อีเมล

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ  ผู้ทรงกรุณาปราณี  ผู้ทรงเมตตาเสมอ

อัลฮัมดุลิลลาฮฺ มวลการสรรเสริญทั้งหลายเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา

ขอความสันติจากพระองค์ประสบแด่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัมลัม วงศ์วานของท่าน

บรรดาเศาะหาบะฮฺและผู้ที่ดำเนินรอยตามแบบฉบับของท่านตราบวันกิยามะฮฺ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ

ด้วยพระเมตตาของพระองค์ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้เข้ารับอิสลาม ได้รับรู้ต้นกำเนิดขอตนเองอย่างแท้จริง

 

ชื่อ มุอฺมีนา  ชนะวงค์

เข้ารับอิสลาม กล่าวคำปฏิญาณตนว่า“ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจาก

อัลลอฮฺและมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์” เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2550

ประวัติส่วนตัว

- เป็นคนลพบุรีโดยกำเนิด บ้านอยู่ที่อำเภอเมือง

- มีพี่น้อง 2 คน เป็นลูกคนเล็กของแม่ ปัจจุบันอายุ 30 ปี

- จบการศึกษา ปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏเทพสตรีลพบุรี

- อาชีพปัจจุบัน พนักงานบริษัทเอกชน

เรื่องราวก่อนเข้ารับอิสลาม โดยย่อ

ครอบครัวฐานะไม่ร่ำรวย อาศัยอยู่กับแม่ ตายาย ส่วนพ่อไม่เคยเห็นตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน ชีวิตตอนเด็กๆส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้อยู่กับแม่ซักเท่าไรนัก ส่วนมากจะอยู่กับตายาย เรียนก็เรียนโรงเรียนวัด บ้านก็อยู่ใกล้วัด นิสัยส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ค่อยจะสนใจใคร เรื่องศาสนาไม่ต้องพูดถึง วัดไม่ค่อยจะได้ไป ไม่ค่อยจะสนใจพระเจ้าซักเท่าไรก็จะคิดว่าเค้าก็คือคนๆหนึ่งเหมือนกับเรา เป็นคนไม่ค่อนยอมใครนิสัยจะเหมือนกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

เป็นเด็กที่เรียนดีมาตลอด สอบชิงทุนเข้าเรียนที่ราชภัฎได้ญาติพี่น้องดีใจมากเพราะในครอบครัวเป็นคนเดียวที่ได้เรียนสูงกว่าคนอื่นๆ  จำได้ว่าแม่ซื้อสร้อยทองให้เป็นของขวัญหนึ่งเส้นหนัก 50 สตางค์ แต่ในการเรียนจบปริญญาตรีไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เราใช้เงินของแม่ในการเรียนปริญญาตรีเพียงแค่ 30,000 บาทเท่านั้น ช่วงเวลานั้นแม่มีสามีใหม่สามีของแม่เข้ากับลูกๆไม่ได้เลยแต่แม่ก็รักเค้าจนต้องแยกบ้านออกไปปลูกบ้านอยู่อีกที่หนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนักจากวันนั้นเราก็ไม่เคยขอเงินจากแม่อีกเลย เงินที่ใช้ในการเรียนก็จะได้จากการกู้ยืมทุนจากรัฐบาลและจากการขายปาท่องโก๋ในวันเสาร์ตอนเช้าเพราะใกล้บ้านจะมีตลาดนัดตอนเช้าทุกวันเสาร์ แม่ก็จะมาช่วยขายเราเองเป็นทั้งหมดช่วงเวลานี้ก็จะมีป้าที่เป็นพี่สาวแม่และลูกสาวของป้าค่อยดูแลอยู่ข้างๆ การเรียนเป็นไปได้เลื่อยๆไม่ดีมากหรือเลวลงเวลาจันทร์-ศุกร์ เช้าก็จะไปเรียนๆเสร็จก็กลับบ้าน ไม่เคยที่จะไปเดินเล่นตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ จะเป็นคนไม่ชอบที่จะไปเดินแบบนั้น เวลาช่วงนี้จะเป็นอะไรที่ทำแต่สิ่งที่ผิดหลักศาสนาพุทธมาก ครอบครัวจะเป็นแบบว่าถ้ามารวมกันก็จะมีกิจกรรมอยู่สองอย่างที่จะทำกันในครอบครัวคือ 1.การดื่มเหล้า 2.การเล่นไพ่ วันไหนไม่มีเรียนก็จะอยู่กับวงเหล้าแต่ในวงเหล้าไม่ใช่ใครอื่นเป็นญาติๆกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะมีงานรื่นเริงที่ไหนต้องมีเราที่นั่นพอเหล้าเข้าปากไม่มีความอายใดๆแล้วมีดนตรีเราก็จะไม่เต้นอยู่ข้างหน้าเวทีเป็นอย่างนี้ตลอดบางครั้งกินเหล้า 2 วันยังไม่หายเมาก็มีบางวันกินเหล้าเมามากกลับบ้านไม่ได้ก็ต้องนอนที่บ้านญาติ บางครั้งกลับบ้านมาเจอหน้าป้าๆถ้าว่ายังมีชีวิตอยู่อีกหรอในความที่เราไม่กลับบ้าน ในตอนนั้นบ้านหลังใหญ่มีเราอยู่เพียงคนเดียวจะมีก็ครอบครัวของป้าที่ค่อยช่วยดูแลให้ทั้งบ้านทั้งเรา ก็จะมีลูกป้าอีกคนที่ค่อยดูแลกับสามีของเขาลูกเขยป้าเป็นคนดีมากคอยดูแลทุกคนในบ้านหมดเลยเราจะเรียกเขาว่าลุงเพราะเขามีอายุมากกว่าแม่เรา จนเราเรียนจบประมาณปี 2545 เราเรียนจบยังไม่ได้ตอบแทนความดีของพี่สาวลูกป้าก็มาเสียชีวิตไปเสียก่อน หลังจากเสร็จจากงานศพพี่สาวเราก็ไปสอบบรรจุข้าราชการครูที่เชียงรายกับเพื่อนสนิทสองคนเพื่อนเราสอบติดแต่เราสอบไม่ติด ก็เลยไปสมัครงานที่บริษัทเดียวกับพี่สาวคนโตอยู่แผนกบัญชีเป็นอะไรที่ทรมานมากด้วยความที่เราไม่เคยต้องจากบ้านมาก่อนตอนกลางคืนนอนร้องไห้คิดถึงบ้านคิดถึงหลาน ถ้างานที่ทำพี่สาวไม่ฝากให้คงต้องออกไปแล้ว แต่ต้องจำใจทำต่อไปเพราะว่ากลัวพี่สาวจะเสียชื่อทำงานอยู่ที่นั้นประมานสามปีได้ก็ลาออกจนได้มาทำงานที่บริษัทที่ทำให้ได้รู้จักอิสลาม

 

จุดเริ่มต้นสนใจอิสลามศาสนาของพระเจ้าที่แท้จริง

จำได้ว่าวันที่มาสัมภาษณ์งานที่บริษัทอิงเกรส ที่เป็นบริษัทอิสลาม ผู้บริหารเป็นคนมุสลิมชาวเมเลย์ เราวนหาบริษัทนี้อยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงถึงได้หาเจอ พอเราก้าวเข้ามาที่บริษัทนี้ตอนแรกกลัวเหมือนกัน ตอนนั้นบริษัทเปิดทำการใหม่ๆออฟฟิศก็ยังไม่มีเราต้องเข้าไปสัมภาษณ์งานในโรงงานซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้หรอว่าเป็นบริษัทมุสลิมจนฝ่ายบุคคลที่สัมภาษณ์บอกถึงได้รู้ พอเราสัมภาษณ์งานเสร็จด้วยความที่ยังไม่มีศาสนาคนพุทธทั้วไปเค้าชอบจะบนบานสานกล่าวกันเราก็ทำมั่งโดยบอกว่าจะไม่กินหมูถ้าได้ทำงานที่นี่ประมาณ 3 เดือนถ้าทำได้จะทำตลอดไป และพนักงานที่นี่ส่วยใหญ่จะเป็นคนใต้โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดน และแล้วเราก็ได้ทำงานที่บริษัทอิงเกรสจริงๆ พอที่บ้านรู้ว่าเราได้งานที่นี่ทำก็เริ่มที่จะกลัวๆว่าเราจะถูกฆ่าเหมือนข่าวที่ออกอยู่ในตอนนี้ เราได้ลูกพี่เป็นผู้ชายที่นิสัยดีมากเป็นกันเองมากๆ ในตอนนั้นมีผู้หญิงที่ย้ายมาจากระยองเพียงคนเดียวที่เป็นมุสลิม เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นผู้หญิงมุสลิมจริงๆตัวเป็นๆตอนนั้นรู้สึกแปลกๆที่ได้เห็นเขาคุมผมและละหมาด ไม่กล้าที่จะถามพวกเขาด้วยความที่เป็นคนใหม่ก็จะไม่ค่อยกล้าพูดซักเท่าไร แต่ทุกคนเป็นกันเองหมดเลยทำให้เรารู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเราไม่รู้สึกอึดอัดเลยในการมาทำงานวันแรกรู้สึกดีซะด้วยซ้ำ แต่ก็มีความรู้สึกกลัวบางกับหน้าตาของคนบางคนที่ดูน่ากลัวแต่จิตใจพวกเขาไม่ได้ดำเหมือนกับตัวพวกเขาเลย พวกเขามีจิตใจที่ดีชอบที่จะช่วยเหลือเราตลอดเวลาแล้วจากนั้นอีกไม่นานก็มีผู้หญิงเข้ามาทำงานอีกประมาณคนสองคนก็ทำให้เรามีเพื่อนคุยมากขึ้น พวกเขาก็จะค่อยบอกเราว่าสิ่งไหนที่พวกเขาทำได้บางไม่ได้บางกินได้บางไม่ได้บาง สิ่งที่ทำให้เราสนใจและเปลียนแปลงตัวเองก็น่าจะเป็นเพราะอนุมัติของอัลลอฮฺที่กำหนดชีวิตเราให้ได้มาพบเจอกับพวกเขาเหล่านี้  และน่าจะเป็นเพราะความอยากรู้ของเราและความที่เราชอบเป็นคนลองของด้วยช่วงแรกๆคำว่าอะไรๆมันอยู่ในหัวเต็มไปหมด และก็มีบังคนหนึ่งเอาหนังสือเกี่ยวกับหมูมาให้อ่านเราก็เลยได้รู้ว่าเนื้อหมูมีพยาธิมากมายไม่รู้เท่าเป็นเท่าไรทั้งที่โดนความร้อนแล้วตายและก็โดนความร้อนแล้วไม่ตายก็มีมาก ที่ทำงานจะมีครูสอนศาสนาอยู่คนหนึ่งแต่เขาจะประจำอยู่ที่โรงงานที่ระยองเขาจะมาที่อยุธยาอาทิตย์เว้นอาทิตย์ เวลาแก่มีเราก็จะถามสิ่งที่เราอยากรู้และก็ให้คำตอบได้ทุกอย่างแต่พอแก่ย้อนกลับมาถามเกี่ยวกับศาสนาพุทธบางในบางเรื่องเรากับตอบเขาไม่ได้ ตอนแรกๆเราเองก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายนักเกี่ยวกับศาสนาอิสลามเวลาวันศุกร์เขาจะมีการคุตบะฮ์ก่อนละหมาดวันศุกร์เราก็จะไปนั้งฟังด้วย ตอนแรกๆจะไปนอนเสียมากกว่าแต่ก็จะนอนฟังไปด้วย มันก็เหมือนกับศาสนาพุทธที่พระมาบรรยายธรรมเหมือนๆกันนั่นเหละ แต่ของศาสนาอิสลามต่างกันตรงที่ว่ามันเป็นอะไรที่จะต้องทำทุกวันอย่างหยุดไม่ได้และก็มีผลตอบแทนอย่างชัดเจนเราได้รับรู้ว่าเราเกิดมาได้อย่างไง ในขณะที่เราเคยถามตัวเองมาตลอดเวลาว่าพ่อเรามีหน้าที่ทำให้เราเกิดมาเพียงอย่างเดียวใช่ไหมแล้วใครกันแน่ที่ส่งให้เราเกิดมาจริงๆ จากวันนั้นจนถึงวันนี้เราก็ไม่ได้กินหมูอีกเลยและก็ไม่เคยที่จะอยากกินด้วยนะไม่รู้อะไรเหมือนกัน ช่วงแรกเราจะท้าทายกับอัลลอฮฺด้วยการที่ถามเราคิดอะไรหรือทำงานอะไรหายและหาไม่เจอบางครั้งเราหาจนเหนื่อยก็หาไม่เจอเราก็จะบอกกับตัวเองถ้าพระองค์มีตัวตนอยู่จริงและเป็นพระเจ้าที่สร้างทุกอย่างบนโลกนี้ก็ขอให้เราหาของสิ่งนั้นเจอด้วย และคำขอของเราเป็นจริงตลอดไม่นานสิ่งของที่เราทำหายและหามันไม่เจอก็กลับมาเจอได้ง่ายๆ ทุกครั้ง เราอยู่ได้ไม่นานก็ถึงเดือนบวชที่พวกเขาต้องถือศิลอดกันเราก็ลองทำบางครั้งแรกก็อยากลองว่ามันจะเป็นอย่างไงจะทำได้ไหนก็ตื่นมากินตอนตี 4 และก็นอนต่อพอไปถึงที่ทำงานทุกดูสงบเสงี่ยมมากไม่ค่อยพูด ไม่รู้ว่าที่ไม่พูดก็เพราะหิวหรืออะไรแต่เรานะหรอหิวอดได้ครึ่งวันไม่ไหวหิวน้ำมาเราก็เลยไปกินน้ำแต่พอตอนเย็นเขาแก้บวชกันเราก็ไปกินกับพวกเขาด้วย เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่เราได้กินลูกอินทผาลัมสดอร่อยมากไม่เคยได้กินมาก่อนเลยจริงๆ ช่วงนั้นเวลาเรากลับบ้านที่ลพบุรีเราก็จะไม่กินหมูโดยบอกกับทางบ้านว่าบนไว้ที่บ้านก็ไม่ว่าอะไร เราก็เริ่มซึมซับมาตลอดกับการปฏิษัติตนของพวงเขา สิ่งที่เขาบอกเราพอมาคิดดูมันก็เป็นเรื่องจริงทำให้เราอยากที่จะรู้มากขึ้นเรารู้ว่ามีโรงเรียนสอนศาสนาอยู่ในกรุงเทพฯ เด็กบ้านนอกอย่างเรากลัวมากกับการเข้ากรุงเทพฯ กลัวถูกกลอกกลัวหลง แต่อัลลอฮฺก็ให้ทางสะดวกแก่เราโดยที่เรามีเพื่อนสนิทอยู่แถวๆนั้นพอดีเราก็เลยโทรไปหาเขาแล้วถามว่ารู้จักโรงเรียนสันติชนไหมเขาบอกว่ารู้จักและก็อยู่ใกล้ๆกับที่เขาอยู่พอดี เราก็เลยโทรไปสอบถามที่โรงเรียนว่าจะต้องทำอย่างไงบางทางโรงเรียนก็บอกว่าให้มาสมัครเรียนวันอาทิตย์ก่อนเก้าโมงเช้า ช่วงนั้นเราก็ไม่ค่อยได้กลับบ้านที่ลพบุรีซักเท่าไรที่บ้านเริ่มสังเกตความผิดปกติในตัวเราเพราะเวลากลับบ้านก็จะไม่ไปไหนกับใครไม่เล่นไพ่ ไม่กินเหล้าถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็จะแค่เอามาจิบๆหน่อยเดียวแล้วก็เดินหนี จนที่บ้านต้องหาคู่ให้เพราะกลัวว่าเราจะเปลี่ยนศาสนาแต่มันก็ไม่เป็นผลเราไม่สนใจยิ่งหาคู่ให้ก็ยิ่งไม่กลับบ้านจนหนักขึ้นเราก็เลยบอกกับทางบ้านว่าเราจะหาคู่เองไม่ต้องให้ใครมาหาให้เราไม่ชอบ ทางบ้านก็เลยปล่อยเลยตามเลย เราก็เริ่มที่จะไปเรียนที่โรงรียนสันติชนประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2550 วันแรกที่ไปเรียนเพื่อนพาไปทุกคนที่โรงเรียนยิ้มแย้มแจ่มใสกันทั้งนั้นพอรู้ว่าเราเป็นผู้สนใจก็เริ่มที่จะดูแลเราเป็นอย่างดีเราไม่รู้สึกอึดอัดเลยในการไปเรียนครั้งแรกตอนเช้าจนไม่ได้ว่าเรียนเรื่องอะไรพอประมาณ 11 โมงก็ปฐมนิเทศโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน เขาก็จะถามว่าทำไมถึงสนใจหรือว่าใครที่แต่งงานแล้วอยากที่จะศึกษาหรือใครเป็นมุสลิมเดิมแล้วอยากจะปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามหลักศาสนา พอตอนบ่ายก็ไปเรียนเรื่องวิธีการอาบน้ำละหมาดและวิธีการละหมาด ไปเรียนวันแรกเราได้ผ้าคุมผมสีเหลืองมาหนึ่งผืนถูกใจมากพอกลับมาถึงห้องพักก็ลองคุมเลยมันดูดีนะให้ความรู้สึกเรา ไปเรียนครั้งที่สองได้เพื่อนอีก 3-4 คน หนึ่งในนั้นเป็นมุสลิมเดินอยู่ 1 คน ไม่ค่อยจะรู้อะไรมากมายนักเพราะเขาไม่ได้เรียนศาสนามาเรียนโรงเรียมธรรมดาเหมือนกับเรา นอกนั้นก็เป็นผู้สนใจยังไม่กล่าวคำรับอิสลามกันทั้งนั้น เราค่อนข้างที่จะไปไวก็เพื่อนคนอื่นๆ เพราะว่าเวลาไปเรียนกลับมาไม่เข้าใจก็จะมาถามพวกบังๆนิๆที่ทำงานอีกครั้ง ก็จะเข้าใจมากขึ้นเวลากลางวันเขาละหมาดเราก็ละหมาดด้วย ช่วงนั้นเราได้ละหมาดพร้อมพวกเขาวันละ 1 เวลา แล้วจากนั้นก็จะไปหัดละหมาดที่ห้องพักเองอีก การอ่านภาษาอาหรับเป็นอะไรที่ยากมากลิ้นเราแข็งอ่านไม่ค่อยถูกแต่อาจารย์ก็ให้กำลังใจไม่เคยว่าพูดจาน่ารักเพราะว่าเวลาเราอ่านไม่ได้เราก็จะรู้สึกท้อแท้ไม่อยากอ่านแต่อาจารย์ก็จะให้กำลังใจตลอดอ่านไม่ได้ไม่เป็นไรเอาให้ถูกให้มากที่สุดก็แล้วกันแต่ไม่ใช่ว่าไม่ถูกแล้วแก่ให้ถูกนะแก่ก็จะให้อ่านให้ถูกนั่นเหละเราเรียนได้ประมาณ 3-4 เดือน เราก็ละหมาดได้จนที่ทำงานจัดงาน Family day ขึ้นเราปฎิษัติตนเหมือนกับพวกเขาทุกอย่างตอนเช้าเขาตื่นไปละหมาดเราก็ไปละหมาดกับเขาด้วยวันนั้นมีภรรยาของอาจารย์สอนศาสนาไปด้วยแล้วเขาก็นั้นอยู่ข้างๆกับเราพอเขาหันมาเห็นว่าเรามาละหมาดเขาบอกว่าเขาตกใจที่เห็นเรามาละหมาดเขาก็เลยกับไปบอกกับสามีของเขาสามีเขาก็เลยเรียกเราไปคุยว่าละหมาดได้แล้วหรอแล้วจะเข้ารับอิสลามเมือไรเราก็บอกว่าคงอีกไม่นานเขาก็เลยบอกว่าถ้าเป็นวันนี้ล่ะได้ไหมติดปัญหาอะไรไหมเราก็บอกว่าไม่มีถ้าจะมีก็คงจะเป็นทางบ้านอย่างเดียว เขาบอกว่าสิ่งที่เราทำไปตอนนี้ยังไม่ได้รับผลตอบแทนอะไรนะแต่ถ้าเราเข้ารับอิสลามเมื่อไรเราก็จะเป็นผ้าขาวที่มีแต่ความดีที่ทำติดตัวมาแล้วถ้าอีกนาทีต่อไปเราเกิดตายไปก่อนที่จะกล่าวคำปฏิญาณตนเราก็ไม่ได้เห็นสวรรค์ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้เพราะเราไม่ใช่มุสลิม  วันนั้นเราก็เลยเข้ารับอิสลามเลยโดยไม่ได้บอกกับทางบ้านวันนั้นมีพี่น้องมากมายที่มารวมเป็นพยานให้กับเราบางคนถึงกับร้องไห้ดีใจที่เราได้เข้ารับอิสลามต่อจากนั้นอีกไม่กี่นาทีเราก็เจอกับบททดสอบแรกเลย แม่โทรมาบอกว่าแม่ไปดูหมอดูมาดวงไม่ดีถึงขั้นจะตายได้ต้องให้ลูกคนเล็กไปทำพิธีบางอย่างให้เราก็เลยบอกว่าเดียวเราจะทำให้โดยที่โกหกแม่แต่เราไม่ได้ทำแต่ใจก็รู้สึกไม่สบายใจที่ต้องโกหกแม่และพี่น้อง ตั้งแต่วันนั้นมาแม่ก็อาการไม่ค่อยดีขึ้นเลยเราก็สัญญากับอัลลอฮฺว่าถ้าได้คุมผมแล้วจะไม่ยอมถอดผ้าคุมอีกต่อไปแล้วจะทำอย่างไรดีบ้านก็กลับไปไม่ได้สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือการขอดุอาให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างสะดวกง่ายดาย และแล้วสิ่งที่ขออัลลอฮฺก็ทรงตอบรับ โดยที่มีผู้ชายมุสลิมคนหนึ่งมาชอบเราๆก็เลยได้เป็นข้ออ้างในการที่จะบอกกับทางบ้านแต่เราไม่ได้บอกกลับแม่โดยตรงเราบอกผ่านลุงที่เป็นลูกเขยของป้าให้เขาอธิบายให้ทุกคนที่บ้านฟังในการเข้ารับอิสลามของเราเพราะว่าลุงเขามีพ่อเป็นมุสลิมแต่แม่เป็นคนพุทธพอแม่เขาเลิกกับพ่อเขาก็กลับมาเป็นคนพุทธเหมือนเดินจนพอจะเข้าใจเราบางในบางส่วน พอลุงอธิบายให้ทุกคนที่บ้านฟังเค้าก็ไม่ว่าอะไรว่าถ้าเราสองคนรักกันก็ให้เราทำตามที่เขาต้องการจากนั้นได้สองสามวันเราก็กับไปเยี่ยมแม่ที่บ้านญาติพี่น้องเห็นเราคุมผมก็รู้สึกแปลกๆบางคนบอกว่าทำไมต้องทำตามขึ้งขนาดนั้นด้วยเราก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนักสนใจความรู้สึกของแม่คนเดียวแต่แม่กับพูดว่าต่อไปนี้ลูกก็ไม่ต้องไปเสียเงินทำผมเป็นพันๆอีกแล้วซิเราก็ยิ้มๆ แล้วก็อธิบายให้ฟังว่าที่เราเป็นแบบนี้เราไม่ได้ทิ้งทุกคนเรายังไปมาหาสู่กันได้ยังดูแลกันได้เหมือนเดิมเรายังเป็นแม่ลูกกันอยู่แต่ว่าเรื่องการกินเท่านั้นที่เราทำไม่เหมือนกัน แม่ก็บอกว่าไม่เป็นไรในขณะที่แม่มีชีวิตอยู่ให้เขากินดูแลเขาๆก็พอใจแล้วเพราะว่าถ้าเขาตายไปเขาก็ไม่รู้แล้วว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป บททดสอบต่อมาที่ได้เจอก็คือ ญาติพี่น้องของฝ่ายชายที่เราคบอยู่ไม่ชอบมุอัลลัฟอย่างเราเพราะกลัวว่าอีกหน่อยเราก็จะกลับไปเป็นคนพุทธเหมือนเดินญาติพี่น้องของฝ่ายชายก็พยามหาผู้หญิงมุสลิมคนอื่นให้พอเรามารู้อีกทีเสียใจมากกับความคิดของพวกเขากับการดูถูกของพวกเขา แต่เราก็ไม่กล้าที่จะบอกกับทางบ้านที่ปรึกษาคนเดียวก็คืออาจารย์สอนศาสนาที่ทำงานกับเพื่อนที่โรงเรียนที่ค่อยให้กำลังใจ เราอดทนกับสภาวะนั้นมาตลอดประมาณ 2-3 ปี จนวันที่เราต้องเสียแม่ไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกแล้วประมาณวันที่ 10 สิงหาคม 2551 แม่ป่วยเข้าโรงพยาบาลเราก็ไปดูแลแม่ที่โรงพยาบาลตลอดโดยลางานไปทางบริษัทก็ไม่ว่าอะไรแม่ป่วยมากแม่บอกว่าอยากจะเจอผู้ชายที่จะมาดูแลเราแม่บอกให้เราพาเขาไปหาแต่พอเราบอกเขาๆกับบอกว่าเขาไม่ไปแล้วเรารู้ได้อย่างไรว่าแม่จะตายแล้วเราเป็นใคร เขากับย้อนมาว่าเราเสียอีกเราก็เลยบอกกับแม่ว่าเขาลางานไม่ได้ สิ่งที่แม่อยากเจอกับเขาเพราะแม่อยากจะฝากเรากับเขา จนวันที่สามที่แม่นอนอยู่โรงพยาบาลแม่เริ่มไม่มีการตอบสนองไม่รับรู้อะไรมากนักหมอบอกว่าให้ลูกๆทำใจแม่อาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน สิ่งเดียวที่เราทำได้ก็คือขอดุอาให้พระองค์พาแม่ไปเทอถ้าแม่ไม่มีเวลาอยู่บนโลกนี้แล้วก็พาท่านไปอย่าทรมานท่านอีกเลย ในตอนนั้นที่เราเป็นแม่สงสารมากในวันที่ 20 สิงหาคม 2551 แม่เราก็เสียชีวิตลงอย่างสงบโดยมีลูกทั้งสองคนอยู่ข้างๆทั้งคู่ ตอนนั้นเราเสียใจมากร้องไห้กอดแม่และก็หอมแก้แม่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วบอกให้พี่สาวจัดการทุกอย่างที่เกี่ยวกับงานศพแม่เราจะไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย พอเรารู้ว่าแม่เราเสียเราก็โทรหาอาจารย์สอนศาสนาที่ทำงานว่าเราสามารถที่จะทำอะไรได้บางเกี่ยวกับงานศพแม่แก่ก็บอกว่าอะไรบางที่ทำได้อะไรบางที่ทำไม่ได้และแก่ก็ให้กำลังใจเรา วันแรกของการจัดงานศพแม่มีญาติพี่น้องบางส่วนเรียกเราเข้าไปคุยว่าแม่ตายเราจะไม่ทำอะไรให้แม่เป็นครั้งสุดท้ายหรอจะไม่รดน้ำศพแม่และไม่เผาแม่หรอเราก็เลยบอกกับพวกเขาว่าเราได้คุยกับแม่ก่อนหน้านี้แล้วกับการที่จะมาเป็นแบบนี้ถ้าเราจะไม่เผาแม่ๆก็มีรู้ว่าเราทำหรือไม่ทำเพราะฉะนั้นเราไม่ทำให้สิ่งที่พวกเขาต้องการ พวกเขาก็จะแอบไปว่ากันที่หลังแต่เราก็ไม่สนใจ พอเสร็จจากงานศพแม่ไปได้ไม่นานเราก็ต้องมาเจอกับบททดสอบต่อไปที่พระองค์ทรงเตรียมไว้ให้ก็คือมารู้ว่าผู้ชายที่เรารักกำลังจะไปแต่งงานกับคนอื่นที่ญาติพี่น้องเขาหาให้เราเสียใจมากแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีสิ่งแรกที่ทำได้ก็คือขอดูอากับอัลลอฮฺว่าถ้าเขาไม่ใช่คู่ครอบที่ดีของเราให้ภายภาคหน้าและไม่ดีต่อศาสนาของเราก็ขอให้เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นไปซะ ตอนนั้นทุกข์มากเสียใจมากบอกกับอาจารย์สอนศาสนาที่ทำงานแก่ก็ให้กำลังใจและก็ให้ทำใจและขอดูอาให้มากๆให้อดทนกับบททดสอบนี้และก็ผ่านมันไปให้ได้ตอนนั้นรู้เลยว่าคนที่อกหักแล้วเขาฆ่าตัวตายเขาทำได้อย่างไรมันเป็นอะไรที่ไม่ต้องมาอธิบายอีกเลยคนที่ไม่มีศาสนาเขาทำได้จริงๆ แต่เรากลับทำไม่ได้ย้อนแต่กลับมาดูตัวเองว่าเราทำผิดอะไรหรือเปล่าทำไมอัลลอฮฺถึงได้ทดสอบเราแบบนี้สิ่งที่ทรมานที่สุดคือต้องทนเห็นหน้ากันทุกวันๆ โดยที่เขาไม่ใช่ของเราทรมานหัวใจสุดๆอยากจะลาออกจากที่ทำงานวันละหลายร้อยหนแต่ก็ทำไม่ได้เพราะที่ทำงานที่อื่นไม่ให้คุมผมแล้วพระเจ้าก็ไม่ทิ้งเราพระองค์ส่งคนมาช่วยหัวใจเราให้เข้มแข็งขึ้นคือนิอามะนี คนที่ทำงานด้านศาสนาค่อยให้กำลังใจกับมุอัลลัฟที่ไม่มีที่ไปที่อกหักหรือมุสลิมเดิมที่ต้องการเตาบัตตัวใหม่จะเป็นคนค่อยให้กำลังใจค่อยพาไปฟังบรรยายตามสถานที่ต่างๆเพื่อให้เรามีเวลาอยู่กับตัวเองให้น้องลงและให้เวลากับอัลลอฮฺให้มากขึ้น คิดย่อนกับไปแล้วก็น่าแปลกที่ตัวเราเองเราไม่รู้ว่าเราไปรู้จักกับนิอามะนีตอนไหนเมื่อไรเนี่ยเหละที่เขาเรียกว่าอนุมัติของอัลลอฮฺที่ทำให้เราได้เจอกัน และจากนั้นมากเราก็ได้ไปช่วยงานนิอามะนีเกียวกับเรื่องศาสนาอยู่บ่อยๆมันก็ทำให้เราลืมเขาไปได้บางเราเคยคิดนะว่าวันที่เขาแต่งงานเราคงจะตัองร้องไห้แทนจะตายแน่เลยแต่แล้วมันไม่ใช่ไม่มีน้ำตาออกมาจากดวงตาของเราแม้แต่น้อยได้แต่ขอดูอาว่าขอพระองค์ส่งคนดีมีอีหม่านมาให้เราด้วยเทอะ หลังจากนั้นได้ไม่นานเราก็บอกกับทางบ้านว่าผู้ชายคนนั้นแต่งงานกับอื่นไปแล้วนะพวกเขาก็ดีใจที่เราคงจะกลับไปเป็นคนพุทธเหมือนเดินป้าเราโกธรมากที่หลานสาวถูกดูถูกถึงขนาดจะเอาผ้าคุมผมของเราไปเผาไฟทิ้งจะให้เราออกจากงานไปอยู่บ้านจะได้ไม่ต้องเจอสังคมมุสลิมอีกแต่เราไม่ย่อมก็เลยอธิบายให้พวกเขาฟังใหม่อีกครั้งว่าการที่เราเข้ารับอิสลามไม่เกี่ยวกับผู้ชายคนไหนทั้งนั้นเราเข้ามาเองโดยความสมัครใจของเราเองและการที่เราเข้ารับอิสลามเราก็ไม่ได้ทอดทิ้งใครเราก็ยังไม่มาหาสู่กันได้ยังกินข้าววงเดียวกันได้แต่ขอเพียงแต่ว่าเป็นอาหารที่เรากินได้เท่านั้นเอง ญาติพี่น้องก็ไม่ค่อยจะยินดีเท่าไรแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไงกับเราดีที่จะให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมพวกเขาก็เลยปล่อยเลยตามเลย จนความอดทนและการต่อสู่ของเราเป็นที่อนุมัติของพระองค์ก็ได้ส่งคู่ครองที่ดีมาให้ในเวลาต่อมา เขาเป็นผู้ชายที่ดีมีอีหม่านพอสมควรเราไม่เคยเจอกับไม่เคยเห็นหน้ากันครั้งแรกที่ได้รู้จักกับเขาเราก็ขอดูอากับอัลลอฮฺตลอดว่าถ้าพระองค์ส่งเขามาให้เป็นคู่ครองที่ดีและเขาดีต่อศาสนาของเราก็ขอให้เราได้แต่งงานกันโดยเร็วด้วยเทอ จากนั้นได้ไม่ถึงสามเดือนเขาก็ขอเราแต่งงานโดยที่เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตากันมาก่อนลืมบอกไปว่าสามีเขาเป็นคนปัตตานี วันแรกที่เขาได้เห็นหน้าเราก็วันที่เขามาขอเราแต่งงานกันญาติพี่น้องของเรา และเราก็กำหนดวันแต่งงานในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมาและตอนนี้พระเจ้าก็ทรงประทานลูกที่ดีให้แก่เราอิชาอัลลอฮฺ เรากำลังท้องได้ประมาณ 1 เดือน อัลฮัมดุลิ้ลลาฮฺขอบคุณอัลลอฮฺที่ทำให้เราได้เห็นและรับรู้ในสิ่งดีๆตลอดมากับการเป็นมุสลิม

สุดท้ายนี้เราก็อยากจะฝากต่อกับทุกคนว่า “อดทนเถิด เพราะแท้จริงอัลลอฮฺจะอยู่กับบ่าวที่อดทนเสมอ ทุกอย่างอัลลอฮฺคือผู้กำหนดดังนั้น ร้องไห้กับอัลลอฮฺเกิดเพราะอัลลอฮฺจะอยู่เคียงข้าง และไม่มีวันทอดทิ้งเรา

และประโยคหนึ่งที่อยากให้ทุกคนเก็บเอาไปคิดนะ “สูเจ้าจงอย่าท้อ สูเจ้าจงอย่าระทม สูเจ้าจะเหนือกว่า หากสูเจ้าศรัท

เราอยากจะบอกกับทุกคนว่าจงอดทนให้มากๆอย่าท้อแท้กับบททดสอบของอัลลอฮฺให้ทุกคนคิดถึงพระองค์อยู่ตลอดเวลาทั้งยามทุกข์และสุขให้อยู่กับหลักการของศาสนายึดมั่นในศาสนาอิสลามศาสนาที่เที่ยงแท้ของเรา

 

วัสลาม

มุอฺมีนา   ชนะวงค์

 

คอมเมนต์  

 
0 #8 %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
อัลฮัมดุลิ้ลลา ดีใจจากหัวใจ ที่มีพี่น้องร่ว มศัทธาที่จิตใจม ั่นคง ขอดุอาห์ ขอให้หัวใจมั่นค งอยู่ในศาสนาของ พระองค์ตลอดไป อามีน
โทรคุยกันได้จร้ า 084-555-1158 (อาอีซะห์)
อ้างอิง
 
 
+1 #7 %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
ดีใจที่ได้เจอพี ่น้องที่เป็นคนล พบุรีเหมือนกัน อัลฮัมดุลิลลาฮ์
อ้างอิง
 
 
+2 #6 %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
ดีใจด้วยนะคะ ที่พบคนทีดี และกำลังจะมีลูก ที่น่ารัก ฉันเป็นอีกคนนึง ที่เพิ่งเข้ารับ อิสลาม แล้วพบชายอียิปต ์ แล้วเค้าก็กลับไ ปแต่งงานกับสาวอ ียิปต์ ฉันเสียใจนะ แต่อิสลามยังอยู ่กับชั้นเหมือนเ ดิมค่ะ
อ้างอิง
 
 
0 #5 %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
อยากขอดุอาต่ออั ลเลาะห์ให้คนรัก กลับมา
อ้างอิง
 
 
+1 #4 %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
อยากทำงานที่บริ ษัทอิงเกรส อยากทำงานกับมุส ลิมด้วยกัน อยากได้ทำละหมาด บริษัทที่ทำอยู่ มีแต่คนพุทธ คลุมผมก็ไม่ได้
จะทำอย่างไรถึงจ ะได้ทำงานที่บริ ษัทอิงเกรส
อ้างอิง
 
 
+3 #3 %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
อัลฮัมดูลิลลาฮ..คุณโชคดีมากที่ไ ด้รับทางนำฮีดาย ัตจากอัลลอฮ ขอดุอาให้รักษาส ิ่งดีๆที่อัลลอฮ ประทานให้ตลอดไป อินชาอัลลอฮเราจ ะได้เจอกัน ณ สวรรค์ของพระองค
อ้างอิง
 
 
0 #2 %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
อยากสมัครงานที่ อิงเกรส บ้างเพราะจะได้ท ำงานกับมุสลิมเร
ดีใจด้วยทีคุณได ้ร่วมงานกับมุสล
อ้างอิง
 
 
0 #1 %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
ดีจัง คิดถึง
อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

islam-talks.com อิสลาม คือ ทางรอด, Powered by Joomla!; Joomla templates by SG web hosting