| เมื่อคุณกลัวความตาย | | พิมพ์ | | อีเมล |
|
ชื่อซิลมี่ อายุ 22 ปี ขณะนี้ทำงานอยู่ที่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
เดิมทีนับถือศาสนาพุทธค่ะ แต่ก็มีไปร่วมประกอบพิธีของคริสต์บ้าง เนื่องจากคุณแม่นับถือศาสนาคริสต์ ก่อนหน้านี้เป็นคนค่อนข้างชอบเข้าวัดมาก ๆ ค่ะ เข้าไปแล้วรู้สึกสบายใจ (เพราะว่าวัดที่ใกล้บ้าน เป็นวัดป่าซึ่งไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านนัก รวมกับพระสงฆ์ที่นี่ฉันอาหารมื้อเดียวในความเป็นพุทธ จะรู้สึกศรัทธากับพระและวัดนี้มาก ด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง) แต่ถึงแม้ว่าคุณแม่จะนับถือ ศาสนาคริสต์(คาทอลิก) แต่ว่าแม่ก็บอกว่าตั้งแต่อยู่กับพ่อมา แม่ก็เหมือนนับถือ 2 ศาสนา (เพราะเวลามีทำบุญที่ไหน แม่ก็ไปหมด เพราะอยู่ในสังคมแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว แต่พอมีทำบุญป่าช้าของศาสนาคริสต์ แม่ก็จะพากลับไปต่างจังหวัดเพื่อไปเข้าโบสถ์แล้วก็ทำบุญให้ตายาย) ซิลมี่จึงไม่ค่อยเห็นข้อขัดแย้งกันในศาสนาทั้ง 2 ศาสนานี้เลย
แต่พอแม่ซิลมี่ป่วยด้วยโรคมะ์เร็งซึ่งไม่มีทางรักษาและจากไปอย่างรวดเร็ว มันทำให้ซิลมี่คิดอะไรได้หลายอย่างมาก ๆ เลยค่ะช่วงนั้นเหมือนคนบ้าที่แบบว่าไปดูร่างทรงว่า แม่เราเป็นยังไงบ้าง จากเราไปแล้วไปอยู่ที่ไหน ร่างทรงก็บอกว่าแม่เรายังวนเวียนอยู่ที่บ้านเพราะยังไม่หมดอายุขัย ยังไปเกิดไม่ได้ (ตามความเชื่อของคนพุทธ) เขาก็บอกให้เราทำบุญให้เยอะ ๆ ตอนนั้นจำได้ว่าหมดเนื้อหมดตัวเลย เพราะว่าเราก็ทำให้เขาตั้งแต่เขายังไม่เสียแล้ว และค่ารักษาแม่ก็เยอะมาก ตอนนั้นจิตใจวนเวียนแต่จะทำบุญ จะต้องตั้งศาลล้างอาถรรพณ์เพราะเจ้าที่แรง คือทำหลายอย่างมากจริง ๆ ค่ะ แล้วมันก็คิดไปถึงเรื่องที่ว่า เอ๊ะ! ทำไมคนเราเกิดมาต้องตายด้วย ทำไมตายแล้วยังได้เกิดใหม่อีกเหรอ แล้วถ้าเกิดใหม่จริงทำไมจำกันไม่ได้แล้ว ใครทำให้เราต้องตาย ใครกำหนดให้เราตาย คือ คำถามพวกนี้มันก้องอยู่ตลอดเวลาอ่ะค่ะ จนเพื่อน ๆ ก็ต้องคอยอยู่ใกล้ ๆ เพราะกลัวว่าเราจะเครียดมากไป เรียนไม่รู้เรื่องเลยค่ะ การเรียนตกมากจนเพื่อน ๆ เป็นห่วง
อะไร ให้คิดถึงตรงนี้ด้วย” โอ้โห! แบบว่าเป็นชุดเลยค่ะ เชื่อไม๊ค่ะพอเราออกมาจากบ้านปุ๊บ ซิลมี่ก็ ขอเลิกกับแฟนทันทีเลยค่ะ แบบว่าไม่ต้องคิดเลยค่ะ ส่วนบังเค้าก็ตกใจใหญ่เลยค่ะ เค้าก็บอกว่า ทำไมเลิกง่ายจังเลย ไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมเค้าต้องพูดแบบนั้น เราก็คิดว่ามันก็จริงอ่ะน่ะ ตอนนั้นเริ่มชักอยากจะรู้แล้วว่า อะไรกันน่ะอิสลามเนี๊ยะ มันมีอะไรมากมายขนาดนั้นเลยหรอ ขนาดพ่อแม่เราต่างศาสนา เค้ายังอยู่กันได้เลย แล้วทำไมอิสลาม ถึงต้องบังคับให้เข้าอิสลามก่อนถึงจะแต่งงานกันได้ พอคิดได้ ก็ค้างเรื่องเลิกกับแฟนไว้ก่อน
จนเริ่มเข้าปีที่ 3 บังเค้าก็พาซิลมี่ไปงานแต่งงานนึง ซึ่งงานนั้นมะ์กับป๋าของบังไปด้วย วันนั้นซิลมี่ไม่ทราบเลยว่าจะเจอมะ์กับป๋า แต่รู้สึกว่ามะ์กับป๋าเค้ารู้อยู่แล้วว่าเราจะไป ก่อนบังจะพาไปหามะ์กับป๋า เค้าก็สอนเราว่า เวลาเจอให้เราสลามเค้าก่อน (บอกแต่ท่าทางค่ะไม่ได้บอกว่าต้องกล่าวสลามเพราะคงสอนไม่ทัน) พอเข้าไปสลามเค้า เค้าก็รับสลามแล้วก็บอกว่ากลับจากงานให้ไปคุยกันที่บ้านหน่อย เราก็เอ๊ะมีอะไรจะคุยกับเรากันหล่ะเนี๊ยะ แต่ความจริงไม่ได้น่ากลัวอย่างในความคิดค่ะ มะ์พูดกับซิลมี่ดีกว่าครั้งก่อน
ซิลมี่ : ค่ะ ก็ลองศึกษาดูค่ะ
ยังไม่รู้หรอกค่ะว่า ตัวเองได้ศรัทธาในศาสนาอิสลาม ศรัทธาในอัลลอฮฺแล้ว)
หลังจากนั้นมาซิลมี่ก็ได้ไปบ้านบังเค้าบ่อย ๆ ได้ไปออกงานตามที่ต่าง ๆ โดยมีผู้ช่วยคือ น้องสาวของบังเค้านั่นแหละค่ะ คอยจัดการเรื่องคลุมผมให้ พอคลุมหัวทีไรก็รู้สึกว่าไม่อยากถอดเลยจริงๆ (นอกจากรู้สึกดีแล้วยังรู้สึกว่าตัวเองดูดีขึ้นด้วยค่ะ อันนี้ความรู้สึกส่วนตัวค่ะ) แต่พอมางานล่าสุดที่ไปคืองานแต่งของผู้หญิงที่มะ์เค้าอยากให้บังเค้าแต่งด้วยค่ะ วันนั้นประหม่าอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ เพราะว่าญาติ ๆ เค้าก็มองกันรวมทั้งเจ้าสาว เค้าก็มองเราแบบพินิจพิจารณาอ่ะค่ะ แต่ก็ผ่านไปด้วยดีค่ะ และวันนั้นเองญาติ และมะ์ทางฝ่ายบัง เห็นพ้องต้องกันว่าอยากให้ซิลมี่เข้ารับอิสลามซะวันนั้นเลย เพราะว่าเป็นวันดีแล้วก็มีผู้ใหญ่เยอะจะได้มีพยานรับรู้เยอะ ๆ (ซิลมี่รู้สึกอยากกลับบ้านเลยค่ะ รู้สึกว่าเรายังไม่พร้อมเลยน่ะ ถึงแม้จะรู้ว่าตัวเองเชื่อในพระเจ้าแล้วแต่ว่า ความรู้สึกตอนนั้นมันก็กลัวอ่ะค่ะ มันรู้สึกตื่นเต้นจนมือไม้สั่นหมดเลย) โชคดีที่ตอนนั้นมีญาติผู้ใหญ่หลายคนมาช่วยกันพูด ชวนเราคุยว่า “หนูเรียนศาสนาแล้วเชื่อหรือเปล่าว่าพระเจ้ามีจริง (เชื่อค่ะ) แล้วหนูรู้สึกศรัทธาไม๊ (ศรัทธาค่ะ) แล้วหนูตั้งใจจะเรียนศาสนาต่อไปหรือเปล่า (เรียนค่ะ) แล้วหนูคิดจะเข้ารับอิสลามไม๊ (เข้าค่ะ) แต่ไม่คิดว่าจะเป็นวันนี้เพราะยังไม่ได้เตรียมใจเลย) ไม่เป็นไรแค่นี้ก็พอแล้ว จะเข้าวันนี้หรือวันไหนก็ต้องเข้าเหมือนกัน เข้าวันนี้แหละดีแล้ว อยู่กันหลายคน แล้ววันนี้เป็นวันดี โต๊ะอีหม่ามก็อยู่ แขกที่มางานวันนี้จะได้มาแสดงความยินดีกับหนูด้วย” เราก็คิดในใจอยู่นานเหมือนกันค่ะ ก็ตัดสินใจบอกว่าพร้อมแล้วที่จะรับอิสลาม
จนมาวันนึงได้เจอเว็บไซต์ของอ.มุรีด ทิมะ์เสนและอ.เชคริิฎอ อะหมัด สมะดี ้ฟังบรรยายและอ่านบทความหลาย ๆ อย่าง รู้สึกชอบเว็บไซต์นี้ (อาจเป็นเพราะอาจารย์เค้าสอนแบบเข้มแข็งดีค่ะ รู้สึกว่าอาจารย์จริงจังเรื่องศาสนามาก ๆ เลย เข้ากับนิสัยซิลมี่เหมือนกัน) พอเริ่มดูบรรยายเรื่องละหมาดก็เริ่มอยากละหมาดแล้ว (ที่ผ่านมาไม่เคยละหมาดเลยค่ะ เพราะอ่านได้แต่อัลฟาติหะฮ์คิดว่ามันไม่พอก็เลยยังไม่ทำ) เริ่มมีเรื่องเกี่ยวกับละหมาดมาถามอ.มุรีดบ่อย ๆ (ถามบนเว็บบอร์ด) และก็มีถามเรื่องโน้นเรื่องนี้สารพัดเลยค่ะ อาจารย์เค้าตอบบ้าง ไม่ได้ตอบบ้าง แต่ก็ชอบถาม จนวันนึงมีพี่คนนึงเข้ามาทักเราทางMSN ชื่อ “พี่อะมานี” ก็เข้ามาทักว่าเห็นเราสนใจเรื่องศาสนา ถ้ามีอะไรสงสัยสามารถ สอบถามได้ หรืออยากให้ช่วยเหลืออะไรก็ให้บอก ทีนี้ก็เข้าทางสิค่ะ ถามแต่เรื่องละหมาดล้วน ๆ เลยค่ะ มีความรู้สึกว่าอยากทำเหมือนกัน แต่ยังไม่กล้าเท่าไหร่ (เป็นคนประเภทที่ว่าถ้ารู้ว่าทำยังไม่ได้หรือทำแล้วออกมาไม่ดี ก็ไม่อยากทำแล้วก็จะไม่ทำ) พี่เค้าก็พยายามสอนเต็มที่เลยค่ะ
13 เม.ย.50-15 เม.ย.50 กลุ่ม Islam-Talks นำโดยพี่อะมานี พี่สุอัยบะห์ พี่ซัลมา และพี่ ๆ อีกหลายท่านได้ร่วมกันจัดกิจกรรม เข้าค่ายสำหรับมุสลิมใหม่และ ผู้สนใจศาสนาอิสลาม (เฉพาะมุสลิมะห์) แน่นอนค่ะซิลมี่ไปด้วยเนื่องจากอยากเรียนรู้วิถีชีวิตแบบอิสลามจริง ๆ วันนั้นมะ์และบังไปส่งด้วยค่ะเพราะเป็นห่วง (เนื่องจากคุยกับพี่อะมานีทาง MSN อินเตอร์เน็ต อย่างเดียวและไม่เคยเจอกันเลย ทางบ้านจึงเป็นห่วง กลัวถูกหลอกค่ะ) เราเข้าค่ายกันที่บ้านของพี่ซัลมาค่ะ บ้านพี่เค้าน่าอยู่มาก ๆ เลยค่ะ และพี่ ๆ ก็ใจดีกันทุกคนเลยค่ะ มีเพื่อน ๆ ที่เป็นทั้งมุสลิมใหม่ มุสลิมเดิม ยังไม่ได้รับอิสลาม มีนักวิชาการศาสนาอิสลามมาให้ความรุ้เรื่องอัล-อิสลาม ทำให้ได้รับความรู้เพิ่มอีกหลายเรื่องเลยค่ะ ในค่ายมีการจัดอย่างเป็นกันเองเราคุยกันเหมือนรู้จักกันมานานเหมือนเป็นพี่ ๆ น้อง ๆ กันเลยค่ะ รู้สึกดีมาก แล้วก็เป็นวันที่ซิลมี่ได้เรียนรู้การละหมาดจริง ๆ สักที พี่ ๆ ก็ให้กำลังใจเยอะมากเลยค่ะ แนะนำวิธีให้เขียนใส่กระดาษตัวใหญ่ ๆ แล้วตอนละหมาดด้วยกันก็เอามาวางไว้แล้วก็ท่องตามที่จดมา ได้ผลนะคะ สามารถท่องจำได้แล้วก็ได้ละหมาดครบ 5 เวลาทั้ง 3 วันเลยค่ะ ได้รับกำลังใจ ได้รับประสบการณ์จากคนอื่น ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวบททดสอบของพระองค์อัลลอฮฺ(ซุบฮานฺฮูวะตะอาลา) ได้รับรู้ความเมตตาของพระองค์ หลังจากกลับมาจากค่ายก็กลับมาละหมาดมัฆริบที่บ้านค่ะ
ตอนซิลมี่ละหมาด มะ์เค้าเดินมาเห็น เค้าก็บอกว่า “มะขอดุอา์ให้ซิลมี่ละหมาดได้ จะได้ดึงบังด้วย” ซิลมี่ก็อัลฮัมดุลิลลาฮฺค่ะที่พระองค์ทรงเมตตาให้ซิลมี่ละหมาดได้ หลังจากนั้นมาซิลมี่ก็เริ่มละหมาดหลังจากกลับจากที่ทำงานค่ะแค่ 2 เวลาคือ มัฆริบกับอีชา เพราะตอนเช้ารีบไปทำงานค่ะ เพราะที่ทำงานอยู่ไกลบ้านมาก ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมากค่ะ เพราะว่าที่บ้านก็ไม่ค่อยมีใครละหมาด จนมาเข้าค่ายครั้งที่ 2 ที่บ้านพี่ซัลมาเหมือนเดิมค่ะ แต่ครั้งนี้ซิลมี่มาแบบไปเช้า-เย็นกลับ ก็ได้เจอกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่เคยมาครั้งที่ 1 และมีหลาย ๆ คนมาเป็นครั้งแรก บรรยากาศครั้งนี้ครึกครื้นกว่าครั้งที่แล้วค่ะ มีคนมาเยอะมากค่ะ หลากหลายอาชีพ หลากหลายประสบการณ์ที่ได้รับ ครั้งนี้ซิลมี่ซื้อผ้าคลุมผมสีดำแบบมีที่ปิดหน้ากลับบ้านด้วยค่ะ ตั้งใจแล้วว่าจะขอลองคลุมแบบปิดหน้ามาเข้าค่ายในวันสุดท้าย เพราะเห็นพี่ ๆ ที่ค่ายส่วนใหญ่ใส่โต๊ปสีดำและปิดหน้ากันหมด ก็รู้สึกชอบแล้วก็อยากใส่แบบนี้บ้างก็เลยซื้อกับพี่ที่ค่ายนั่นแหละค่ะ พอในวันสุดท้ายก็คิดอยู่นานเลยค่ะว่าเราจะใส่จริง ๆ เหรอเนี๊ยะ ที่บ้านจะว่ายังไงบ้างน่ะ แต่เอาน่าตั้งใจแล้วยังไงก็ต้องลองดู พอแต่งเสร็จปั๊บ บังทักคนแรกเลยค่ะ “จะใส่แบบนี้ไปจริง ๆ หรอ ที่จริงไม่ต้องปิดหน้าก็ได้น่ะ” แต่ซิลมี่ก็บอกแน่ใจแล้วหล่ะ อยากรู้ว่าคนอื่นเขาจะทำกับเราแบบไหน (เพราะวันนั้นไม่ให้บังไปส่งค่ะ ขอนั่งรถเมล์ไปเอง) ก็อัลฮัมดุลิลลาฮฺค่ะ วันนั้นพระองค์อัลลอฮฺก็มีทดสอบเรานิดหน่อยค่ะ คือตอนเรียกรถเมล์ค่ะไม่มีรถเมล์คันไหนรับเราเลยค่ะ โบกทีไรก็เก้อทุกทีเลยค่ะ(ที่ป้ายรถเมล์มีซิลมี่ยืนคนเดียวด้วยค่ะ) แต่ก็ไม่ท้อค่ะก็โบกไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็มีรถเมล์ผู้ใจดีเปิดรับให้ซิลมี่ขึ้นไปค่ะ ซิลมี่ต้องไปต่อรถตู้เพื่อเข้าไปที่บ้านของพี่ซัลมาซึ่งซิลมี่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปขึ้นรถตู้คันไหน ก็พยายามถามคนที่วินรถตู้ เค้าก็ตอบเราดีค่ะเพียงแต่มีมองบ้างเล็กน้อย และแล้วมีรถตู้คันที่ซิลมี่นั่งเค้าดีมากเลยค่ะ เค้าบอกให้ซิลมี่นั่งข้างหน้าเลยค่ะ นั่งคนเดียวค่ะสบายจริง ๆ เพราะไม่มีใครกล้านั่งกับซิลมี่เลย? สุดท้ายก็ได้มาถึงบ้านพี่ซัลมาตามที่ตั้งใจไว้ค่ะมาค่ายครั้งนี้ซิลมี่ รู้สึกความศรัทธาเพิ่มมากขึ้นค่ะ รู้สึกได้จริง ๆ ในครั้งนี้กลับมาซิลมี่เริ่มตั้งใจมากขึ้น ที่สำคัญมาครั้งนี้ซิลมี่ได้หนังสือกลับมาเยอะแยะเลยค่ะ ได้รับอัลกุรอานแปลไทยด้วยค่ะ (ขอขอบคุณพี่เค้ามา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ขออัลลอฮฺทรงตอบแทนค่ะ)
กลับมาบ้านครั้งนี้ก็ทำให้ทุกคนแปลกใจอีก เพราะซิลมี่กลับมาละหมาดเสร็จ ก็นั่งอ่านอัลกุรอาน มะ์ก็พูดกับบังแล้วก็คนที่บ้านว่า อีกหน่อยเดี๋ยวซิลมี่ก็เก่งกว่าคนในบ้าน อีก ว่าแล้วมะ์ก็หันมาสอนบังทันทีเลยค่ะว่า สงสัยอีกหน่อยซิลมี่ก็คงต้องสอนศาสนา ให้แล้วหล่ะ แทนที่จะเป็นบังสอนซิลมี่ ! และซิลมี่ก็ปฏิบัติแบบนั้นมาตลอดค่ะ และช่วงหลัง ๆ ก็เริ่มเปิดฟังวิทยุสันติชนตามที่พี่อะมานีแนะนำ ซิลมี่จะฟังช่วงเช้าตอนที่เดินทางไปทำงาน กับช่วงเย็นตอนกลับและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยิ่งฟังรู้สึกอีหม่านก็ยิ่งเพิ่มขึ้นค่ะ เพิ่มจริง ๆ นะคะ เพราะเหมือนว่าตื่นเช้ามาก็ได้ฟังเรื่องศาสนา ตกเย็นมาก็ได้ฟังเรื่องศาสนา วันหยุดก็ไม่อยากออกไปไหนเพราะอยากอยู่ฟังเรื่องศาสนา (โดยเฉพาะเสาร์-อาทิตย์นี่ชอบมากเลยค่ะเพราะมีเวลาฟังได้ทั้งวัน อีกอย่าง ทางสันติชนจะมีอ่านอัลกุรอานและมีแปลเป็นภาษาไทยด้วยค่ะ ชอบมากเลย)
ประสบการณ์ที่สอนชีวิตแก่ซิลมี่ แค่ครั้งเดียวที่ทำให้ซิลมี่เป็นคนใหม่ แค่ครั้งเดียวที่ทำให้ซิลมี่คิดถึงความตาย คิดถึงคำสอนในอัลกุรอาน คิดถึงกุโบรฺ คิดถึงวันแห่งการสอบสวน......ก่อนเข้าเดือนรอมฎอน 2 วัน ซิลมี่ไปแปดริ้วซึ่งเป็นบ้านของโต๊ะ(ยาย)แชร์(ตา) วันทั้งวันก็ใช้ชีวิตปกติดีทุกอย่าง จนกระทั่งตอนหัวค่ำของวันนั้น ซิลมี่มีอาการปวดท้องข้างขวาโดยไม่มีสาเหตุแต่ก็ยังไม่ได้ปวดมากนักจึงไม่คิดอะไร แต่พอนอนไปสักพักมันกลับปวดขึ้นเรื่อย ๆ ปวดลามไปถึงด้านหลัง จนซิลมี่ทนไม่ได้ต้องลุกนั่งก็ยิ่งทำให้ปวดมากขึ้นไปอีก ปวดมากจนร้องไห้แล้ว ก็คิดไปทั่วว่าเราเป็นโน้นเป็นนี่หรือเปล่า หรือว่าเกิดเป็นไส้ติ่งจะแตกหรือเปล่า คือคิดไปหมดเลยค่ะ คืนนั้นทั้งคืนซิลมี่ไม่ได้นอนเลยค่ะ ต้องอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน เพราะขยับก็ไม่ได้เลย ลองทานยาก็ไม่หาย และบ้านก็ไกลจากโรงพยาบาลมาก (ซึ่งต่อให้ไม่ไกลซิลมี่ก็ไปไม่ได้ค่ะ เพราะขยับตัวไม่ได้เลย)
ตอนนั้นจำได้ว่าคิดถึงพระองค์อัลลอฮฺมากเลยค่ะ คิดว่าหากพระองค์จะทรงเรียกซิลมี่กลับคืนสู่พระองค์ ์ก็ขอให้พระองค์ทรงเรียกกลับเถิด เพราะมันทรมานเหลือเกิน แต่หากกลับคืนสู่พระองค์ในวันนี้ก็ไม่รู้ว่า ในวันตัดสินนั้นซิลมี่จะตอบพระองค์อย่างไร ในการใช้ชีวิตที่ผ่านมาของซิลมี่ พาลก็คิดไปถึงคำสอนในอัลกุรอานเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย ซึ่งตอนนั้นยิ่งคิดก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น ๆ ด้วยความที่กลัว และก็ขอดุอา์ว่าหากพระองค์ยังไม่ทรงเรียกกลับก็ขอให้หายจากการเจ็บปวดครั้งนี้ จนรุ่งเช้าก็มีอาการทุเลาลงบ้างสามารถเดินทางกลับมาเข้าโรงพยาบาลที่กรุงเทพ ได้ พอมาหาหมอ หมอก็บอกว่าน่าจะเป็นที่กล้ามเนื้อเกิดการเกร็งตัวหรืออาจทำอะไรที่ผิดท่า ผิดทางจึงทำให้เส้นพลิก (ซึ่งตอนนั้นในใจบอกเลยว่าไม่ใช่แน่นอน แต่ก็ไม่ได้แย้งอะไร) คุณหมอก็จัดยามาให้ทาน กำชับให้ทานให้หมดแล้วถ้าไม่หายให้ไปหาใหม่ หลังจากกลับมาก็ลองทานยาตามที่หมอสั่ง แต่อาการก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย วันนี้ก็เป็นวันแรกของเดือนรอมฎอนแล้ว วันที่ซิลมี่ตั้งใจจะละหมาดให้ได้ครบ 5 เวลา วันที่ซิลมี่ตั้งตารอคอยที่จะได้ถือศีลอด แต่แล้วก็ต้องผิดหวังกับตัวเองที่วันนี้ไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง เพราะอาการที่เป็นยังไม่หาย อีกอย่างยาของหมอก็ยังไม่หมด จำได้ว่าวันนั้นรู้สึกทรมานมากเลย (ทรมานทางจิตใจค่ะ) ไม่ได้ถือศีลอดและทำอย่างที่ตั้งใจไว้ เห็นคนอื่นถือศีลอดกันยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า
วันนั้นซิลมี่ได้แต่คิดทบทวนอะไรหลาย ๆ อย่าง และทำให้รู้ถึงบททดสอบของพระองค์ว่าทรงสอนอะไรแก่ซิลมี่ ดูสิค่ะ ขนาดนี้แล้วเพิ่งจะรู้ว่า “เราควรพึ่งใคร ไม่ใช่หมอ ไม่ใช่ยา แต่คือพระเจ้าของเราต่างหาก”) พอ ถึงตอนเย็นทุกคนก็เตรียมละศีลอดกันอย่างพร้อมเพรียง เป็นบรรยากาศเต็มไป ด้วยความสุข ซึ่งเราคนที่ไม่ได้ถือศีลอดก็ต้องรอให้ผู้ที่เตรียมละศีลอดเค้าได้ละศีลอด ก่อน(รับประทานอาหารก่อน) และเราก็ถึงจะทานตามหลังได้ ตอนนั้นคิดถึงพระองค์อัลลอฮฺเลยค่ะ ขอดุอาร์กับพระองค์ว่า “ซิลมี่ได้รับรู้การสอนของพระองค์แล้ว ซิลมี่อยากถือศีลอดในเดือนที่ประเสริฐที่สุดของพระองค์ ขอพระองค์ทรงเมตตาให้ซิลมี่ได้อยู่ในหนทางของพระองค์ด้วยเถิด ซิลมี่จะขออยู่ในหนทางของพระองค์โดยไม่ผัดวันประกันพรุ่งอีกแล้ว ซิลมี่จะรักษาละหมาดให้ได้ทุกวัน ซิลมี่จะขอแก้ไขตัวเองเสียใหม่ ขอพระองค์ทรงพระเมตตา พระผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปราณีเสมอ” ขอให้ทุกคนได้ทราบเถิดว่า พระองค์ทรงเมตตาปราณีเสมอ เชื่อไม๊คะว่าในเช้าวันที่ 2 ของรอมฎอน(หลังจากที่ทนทรมานกับอาการปวดท้องมาหลายวัน) ซิลมี่สามารถตื่นขึ้นมาเพื่อทานอาหารพร้อมกับทุกคนในครอบครัว ถึงแม้ยังมีอาการปวดนิดหน่อยแต่ก็ไม่เหมือนกับ 2 วันที่ผ่านมา วันนี้ซิลมี่ตั้งใจจะถือศีลอดเลยตัดสินใจไม่ทานยาแล้วก็ละหมาดในช่วงซุบฮิ ขอดุอาร์กับพระองค์ว่า "วันนี้ซิลมี่ตั้งใจถือศีลอดเพื่อพระองค์ การเจ็บป่วยของซิลมี่นั้น ซิลมี่ขอมอบหมายต่อพระองค์ ชีวิตทั้งหมดนี้เป็นสิทธิ์ของพระองค์" มาชาอัลลอฮฺ เชื่อไหมคะว่าวันนั้นทั้งวันซิลมี่ไม่มีอาการปวดหลงเหลืออยู่เลย สามารถถือศีลอดได้ตลอดทั้งวัน และไม่รู้สึกว่าหิวเลยด้วยซ้ำ ซึ่งแปลกจากปีที่แล้วมาก เพราะซิลมี่จำได้ว่าช่วง2-3 วันแรกของเดือนรอมฎอนปีที่ผ่านมาซิลมี่จะเพลียมากและรู้สึกหิว จนมีบางวันที่ถือศีลอดได้แค่ครึ่งวัน และในปีนี้พระองค์ยังทรงเมตตาให้ซิลมี่ได้ไปละหมาดตอระเวี๊ยะหลายคืน (เป็นครั้งแรกที่ได้ไปค่ะ ได้ไปเพราะเพื่อนรุ่นน้องข้างบ้านชวนไปกับเค้า และเค้าก็สอนว่าละหมาดยังไงเพราะที่บ้านซิลมี่ไม่มีใครไปเลย) รู้สึกดีใจมากเลยค่ะที่ได้ไปสัมผัสการละหมาดแบบนี้เป็นครั้งแรก
หลังจากนั้นมาในวันที่ 3 ของเดือนรอมฎอน "แชร์"ของบังที่อยู่แปดริ้วเค้าเสียค่ะ เสียโดยที่เราไม่ได้เตรียมใจกันไว้เลย เพราะว่าเราเพิ่งไปหาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง วันที่ซิลมี่ป่วยแชร์ยังลุกมา ถามซิลมี่อยู่เลยว่ากินยาหรือยัง แชร์ถูกส่งโรงพยาบาลในตอนบ่ายวันนี้ หลังจากที่แชร์เดินไปเที่ยวหลาย ๆ บ้านในตอนเช้า (หลายคนบอกว่าเหมือนแชร์มาลาเลย เพราะแกดูอารมณ์ดีแล้วก็ไปบ้านโน้นบ้านนี้ตั้งแต่เช้า)แต่พอบ่าย แชร์บอกว่าหายใจไม่ออก พอถึงโรงพยาบาลคุณหมอบอกว่าแชร์คงไม่ไหวแล้ว ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และแชร์ไม่ขับถ่ายอะไรออกมาเลยทำให้ท้องของแชร์บวมมาก หมอบอกว่าเป็นโรคไตวาย มะ์เป็นคนแรกที่ไปถึงค่ะ ตอนนั้นแกยังพอมีสติอยู่ มะ์ก็เลยนั่งอ่านกุรอาน (ยาซีน) ให้ฟังจนถึงเย็นกว่าพวกเราจะไปถึงแปดริ้วกันก็เย็นแล้ว แชร์ไม่ได้สติแล้วตอนนั้น อยู่ได้ด้วยออกซิเจนที่หมอใส่ไว้ให้เพื่อรอให้ทุกคนมาพร้อมหน้า แต่ละคนต่างตกใจไม่คิดว่าแชร์จะเป็นมากขนาดนี้ ซิลมี่เลยบอกให้พาแชร์กลับบ้านเพราะอยากให้แกไปเสียที่บ้านดีกว่า เราจะได้ปฏิบัติตามขั้นตอนศาสนาได้สะดวก จึงขอให้พยาบาลช่วยปั๊มออกซิเจนให้จนถึงบ้านของแชร์ เมื่อแชร์มาถึงบ้านเราก็พบว่าเพื่อนบ้านคนอื่นๆ มากันจนเต็มที่บ้านแล้วเพื่อมาส่งแชร์ เป็นบรรยากาศที่ซิลมี่ไม่เคยเห็น เพราะเป็นคนแรกในครอบครัวตั้งแต่ซิลมี่เข้ารับอิสลามมาที่เสียชีวิต ทุกคนช่วยกันอ่าน "บิสมิลลา ฮิลเราะหฺมานิลเราะหฺฮีม กุลวัลลอฮุอะฮัด อัลลอฮุสซอมัด ลำยะลิดวะลำยูลัด วะลำยากุลละฮู กุฟุวันอะฮัด" แล้วเราก็ให้พยาบาลเอาสายออกซิเจนออกเพื่อให้แชร์ไปอย่างสงบ เป็นบรรยากาศที่ซิลมี่จะไม่มีวันลืม ซิลมี่รับรู้ได้ถึงความเสียใจของทุกคนหากแต่ไม่มีใครเลยที่ร้องไห้ ต่างจากบรรยากาศของคนศาสนิกอื่น ซิลมี่จำได้ว่าตอนที่เสียแม่ไป ซิลมี่ร้องไห้อย่างหนักหนักจนใคร ๆ ต่างเป็นห่วง ไม่กินไม่นอน เหมือนจะตายตามแม่ไปอีกคนนึง ทุกอย่างทุกขั้นตอนเป็นสิ่งใหม่ๆที่ซิลมี่ได้สัมผัส
ในเช้าวันที่เตรียมฝัง ซิลมี่ตั้งใจว่าจะขึ้นไปละหมาดให้แชร์ ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าเค้าละหมาดกันยังไงแต่ใจคือไปอยู่ที่มัสยิดแล้ว จำได้ว่าคนที่ขึ้นไปละหมาดมีแต่ผู้ชายเท่านั้น จะมีผู้หญิงก็แต่เวาะที่มาจากคลอง13 แค่ 2 คนและมีซิลมี่ ซิลมี่ก็เลยให้เค้าสอนตอนนั้นเลยว่าทำยังไง ขำตัวเองเหมือนกันค่ะ แฟนซิลมี่บอกถ้ายังไม่เป็นไม่ต้องก็ได้แต่ว่าใจเราอยากขึ้นไปแล้ว เวาะก็บอกว่า"เราก็ต้องเจตนาละหมาดเป็นมะ์มูมละหมาดให้คนตาย บทไหนเราอ่านได้ก็อ่าน ถ้าไม่ได้ก็ให้ระลึกถึงอัลลอฮฺและขอดุอาให้แชร์ แล้วก็ละหมาดคนตายไม่ต้อง ก้มสุยูด" ซิลมี่ก็ทำตามนั้นเลย นี่ก็เป็นอีกบรรยากาศนึงที่ซิลมี่ได้สัมผัสเป็นครั้งแรก พระองค์ได้สอนให้รู้ว่าการที่พระองค์จะเรียกใครกลับคืนนั้นช่างง่ายดายเหลือเกิน ทำให้ซิลมี่ได้ระลึกถึงคำสอนที่ได้ฟังจากวิทยุของอาจารย์อิสมาแอลที่สอนถึงชีวิตหลังความตาย ชีวิตในกุโบร ยิ่งทำให้ซิลมี่คิดถึงชีวิตในทุก ๆ ลมหายใจที่เหลืออยู่ตลอดมา
เมื่อเสร็จจากงานศพของแชร์แล้ว ซิลมี่ก็กลับมาทำงานตามปกติ (แต่ที่ไม่ปกติของวันนี้ คือ ซิลมี่เอาตะละกงกับผ้าปูนมาซมาด้วย) ตั้งใจแล้วว่าวันนี้แหละฉันจะเริ่มละหมาดแล้วน่ะ หลังทานข้าวเสร็จ ฉันจะละหมาด พอถึงเวลาซิลมี่ก็ปูผ้านมาซและใส่ตะละกง เตรียมจะละหมาดข้าง ๆ โต๊ะทานข้าว เพราะข้างหลังธนาคารจะมีที่ว่างแค่ที่ทานข้าวเท่านั้น ทุกคนที่นั่งทานข้าวก็ตกใจกันยกใหญ่เลยว่า จะทำอะไร! ซิลมี่ก็บอกเฉยๆ ว่าก็จะละหมาดไง ขอละหมาดก่อนน่ะแล้วจะเล่าให้ฟัง พอซิลมี่ละหมาดเสร็จ ทุกคนก็ถามกันใหญ่ว่าเป็นอะไรไปก่อนหน้านี้ไม่เห็นเคยทำ หรือว่าทำเฉพาะเดือนถือศีลอด บ้างก็ว่าทำไมเคร่งจังและอื่นๆอีกมากมาย กว่าจะอธิบายจนทุกคนเข้าใจก็ใช้เวลานานพอดู แต่ซิลมี่ก็บอกทุกคนแล้วว่า ต่อไปพี่ๆ จะเห็นหนูละหมาดแบบนี้ทุกวันเป็นปกติหลังจากวันนั้นซิลมี่ก็ละหมาด ครบ 5 เวลามาตลอด มีบางวันที่ต้องละหมาดมัฆริบก่อนตั้งแต่อยู่ที่ทำงานเพราะว่ากว่าจะนั่งรถมา ถึงบ้านก็เข้าอีชาแล้ว ซิลมี่จะฟังบรรยายทุกวันในตอนเช้าระหว่างนั่งรถไปทำงานและตอนเย็นช่วงนั่งรถ กลับบ้าน แล้วก็วันเสาร์-อาทิตย์ ทำอย่างนั้นมาตลอดจนรู้สึกว่าไม่ละหมาดไม่ได้ พอได้ละหมาดแล้วรู้สึกโล่งยังไงไม่ทราบบอกไม่ถูก
แล้วจู่ ๆ ซิลมี่ก็นึกถึงงานใหม่ขึ้นมาอีกหลังจากไม่ได้คิดถึงมันมานานแล้ว ซิลมี่เข้าเว็บไซด์ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเพื่อดูว่าตอนนี้เปิดรับคนหรือเปล่า ยังเป็นช่วงเดียวกันกับที่ธนาคารเปิดรับสมัครพนักงานบัญชี ซิลมี่ก็เลยลองส่งใบสมัครดูเพราะอยากทำงานที่นี่มาก เราจะได้คลุมผมไปทำงาน ได้อยู่ในหมู่คนนับถือพระเจ้าองค์เดียวกับเรา เราจะได้ปฏิบัติศาสนกิจหลาย ๆ อย่างที่อยู่ในหนทางของพระองค์ พอซิลมี่ส่งใบสมัครไปแล้วก็เฝ้าแต่รอให้เค้าติดต่อมา แต่ผ่านไปร่วม 2 อาทิตย์ก็ไม่มีใครติดต่อกลับมา ก็เลยลองละหมาดแล้วขอดุอากับพระองค์ ดีกว่ารออยู่เฉยๆ ก็เลยละหมาด แล้วก็บอกพระองค์ว่าเราอยากทำเพราะอะไร จำได้ว่าวันนั้นก้มสุยูดนานมาก ซิลมี่ขอหมดเลยและบอกพระองค์หมดเลย จนน้องถามว่าทำไมถึงสุยูดนานจังเลย เราก็เลยบอกว่ามีหลายอย่างที่บอกพระองค์ ก็เลยนานไปหน่อย พอวันรุ่งขึ้นเชื่อไหมคะว่า มีโทรศัพท์ของ เจ้าหน้าที่ที่ธนาคารบอกว่าให้เราเข้าไปสัมภาษณ์งาน เป็นอะไรที่อึ้งมากค่ะ เหมือนพระองค์ทรงรอให้เราบอกเลยจริงๆ น่ะ พอไปสัมภาษณ์เสร็จก็ต้องรอผล ผ่านไป 1 อาทิตย์ยังไม่มีใครติดต่อมา
ีนิที่สันติชนติดต่อมาบอกว่า ที่สันติชนรับสมัครพนักงานบัญชีให้ซิลมี่ลองไปสมัครดู ซิลมี่ก็ตัดสินใจไม่ไปเพราะกลัวว่าเผื่อที่ธนาคารได้ แล้วถ้าไปที่สันติชนแล้วจะชนกันก็เลยตัดสินใจไม่ไป ่พอไม่มีใครติดต่อมา ซิลมี่ก็ชักใจไม่ค่อยดีแล้วกลัวว่าจะไม่ได้็เลยละหมาดและบอกต่อพระองค์อีก ว่า ซิลมี่อยากได้ที่ธนาคารจริงๆ แต่ว่าการได้หรือไม่ได้นั้นขอมอบหมายต่อพระองค์ ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้น ธนาคารตอบรับว่าได้งานแน่นอนแล้ว อัลฮัมดุลิลาซิลมี่ดีใจมากจนน้ำตาไหลเลยค่ะ พระองค์ทรงทำให้ซิลมี่รู้ว่าพระองค์ทรงรู้ และพระองค์ทรงเมตตา และพระองค์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด วันจันทร์ที่ 3 พ.ย.นี้ จะเป็นวันแรกที่ซิลมี่ได้ทำงานที่บริสุทธิ์เสียที ต่อไปซิลมี่จะเดินตามหนทางของพระองค์ รอมฎอนปีนี้เป็นเดือนที่ประเสริฐยิ่ง เป็นเดือนแห่งชีวิตใหม่ของซิลมี่จริงๆค่ะ โลกดุนยานี้ต้องเจออะไรอีกมากมาย โดยเฉพาะกับคนรอบข้างของเรา บางครั้งทำให้เราไขว่เขวบางครั้งทำให้เราท้อแท้ แต่ซิลมี่จะไม่คิดเอาใจใครอีกต่อไป จะไม่เกรงกลัวใครจนลืมพระองค์อัลลอฮฺผู้ยิ่งใหญ่เหนือทุกสิ่ง..... "อัลลอฮฺอยู่กับฉัน อัลลอฮฺมองฉันอยู่ อัลลอฮฺเป็นพยานให้ฉัน"
ติดต่อซิลมี่ e-mail : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
|






คอมเมนต์
ที่สุด.. ชีวิตที่อัลลอฮช ีนำก็ผ่านมาด้วย ดี
น้องอยากรุ้จักพ ี่ซิลมี่จังเลยค ่ะ
อัสลามุอาลัยกุม คุณฟาเตเมะฮ์
รบกวนส่งชื่อและ ที่อยู่ จะส่งหนังสือพื้ นฐานอิสลามให้ สงสัยไม่เข้าใจอ ะไร ติดต่อทาง msn :supranee_to@ho tmail.com หรือโทรถามหาพี่ น้องในhotline ได้ค่ะ หรือติดต่อ อะมานี 0814486516
ติดต่อซิลมี่ได้ ทางMSNและทางอีเ มล์ได้เลยค่ะ ทาง MSN จะเป็นวันจันทร์ -วันศุกร์ค่ะ ตั้งแต่เช้าจนถึ งประมาณ 5โมงเย็นค่ะ ยินดีที่ได้รู้จ ักค่ะ คงได้มีโอกาสคุย กันน่ะคะ
หนูเคยตั้งใจละห มาดให้ได้ครบหลา ยครั้งเเล้ว เเต่เหมือนที่ซิ ลมีว่า เราละเลยยังไงไม ่รู้ เลยทำไม่ได้ซักท ี เซ็งตัวเองเลย
พออ่านจบ รู้มะลุกไปละหมา ดเลย ขอบคุณมาก
เออ อยากคุยเรื่องธน าคารอิสลามจัง อยากทำงานที่นี่ เมือนกัน
ติดต่อซิลมีทางเ มล์ได้ม่ะ ส่งใบสมัครไปเเล ้ว พอดีธนาคารมาขยา ยสาขาที่บ้านน่ะ (พัทลุง) อยากถามรายละเอี ยด เเต่ไม่มีประสบก ารณ์ เพิ่งจบ เราน่าจะอายุใกล ้ๆกันน่ะ ซิลมีชื่อเหมือน หลานเราเลย อ่านเเล้วยิ้มเล ย
คุณกะห์ยะห์สามา รถติดต่อซิลมี่ท างอีเมล์ได้ค่ะย ินดีมากค่ะ
อยากรู้จักคุณซิ ลมี่จังค่ะ
กะห์ยะห์
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds