HOTLINE

hotline160

หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์อิสลาม

สมัคร nikah

สนับสุนนโดย

salihah_shop_banner160

halal shop

ร้านขายหนังสืออิสลาม

anisahijab

 

อิสลามกับวันปีใหม่

ชาวไอยคุปค์ เฟนิเซียนและอิหร่านเริ่มปีใหม่เมื่อกลางฤดูสารทคือราววันที่ 21 กันยายน

โยนกสมัยก่อนพุทธกาลขึ้นไป เริ่มปีใหม่ราววันที่ 21 ธันวาคม โรมันโบราณก็เริ่มปีใหม่วันที่ 21 ธันวาคม

สมัยซีซาร์เมื่อใช้ปฏิทินที่เรียกว่าแบบยูเลียนได้เลื่อนปีใหม่มาเป็นวันที่ 1 มกราคม พวกยิวขึ้นปีใหม่เป็น 2 อย่าง

ตามทางการเริ่มปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนติษรีราววันที่ 6 กันยายน ถึงวันที่ 5 ตุลาคม

ทางศาสนาเริ่มราววันที่ 21 มีนาคม ตอนต้นยุคกลางชาวคริสเตียนเริ่มปีใหม่ วันที่ 25 มีนาคม

อังกฤษเชื้อสายแองโกลซักซอนเริ่มปีใหม่วันที่ 25 ธันวาคม

ภายหลังให้เลื่อนวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคม ต่อมาก็กลับเลื่อนไปขึ้นปีใหม่ราว 2242-2296 1

 

โปรดสังเกตว่า ในอดีตทุกๆ ดินแดน ทุกๆ เผ่าพันธุ์ต่างมีเทศกาลเป็นของตนเอง

หรือมีประเพณีของเผ่าพันธุ์ของตนเองอยู่เสมอ แม้กระทั่งวันรื่นเริง

วันซึ่งถูกอุบัติขึ้นเพื่อการเฉลิมฉลอง หรือเพื่อแสดงความสนุกสนานนั้น

ทุกๆ เผ่าพันธุ์,ทุกๆ ดินแดนต่างก็มีวันรื่นเริงเป็นของตนเองทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าวัน

และรูปแบบการเฉลิมฉลองก็จะแตกต่างกันไป สรุปคือ ทุกๆ ชาติ ทุกๆ

เผ่าพันธุ์ต่างก็มีวันเฉลิมฉลอง หรือวันรื่นเริงแทบทั้งสิ้น ดั่งที่ท่านรสูลุลลอฮฺ

กล่าวไว้ว่า “ إن لكل قوم عيدا  “ ความว่า “แท้จริงทุกๆ กลุ่มชนนั้นมีวันรื่นเริงทั้งสิ้น” (บันทึกโดยมุสลิม 1479)

 

อนึ่ง หากย้อนถามวันรื่นเริง หรือวันเฉลิมฉลองของอิสลามนั้นมีหรือไม่? คำตอบคือมี ดังหลักฐานจากท่านอนัส บุตรของมาลิกเล่าว่า “ قدم النبي صلى الله عليه وسلم  المدينة قال كان لكم يومان يلعبون فيهما وقد أبدلكم الله فيهما خيرا منهما يوم الفطر ويوم الأضحى “

ความว่า “ปรากฏว่ากลุ่มชนญาฮิลียะฮฺ (กลุ่มชนที่อิสลามยังไม่อุบัติขึ้นแก่พวกเขา) สำหรับพวกเขามีอยู่สองวันในทุกๆ ปี

ซึ่งเป็นวันที่พวกเขารื่นเริงสนุกสนานในสองวันดังกล่าว, ครั้นเมื่อท่านรสูลุลลอฮฺ  เดินทางไปยังเมืองมะดีนะฮฺ ท่านรสุล

ก็กล่าวว่า สำหรับพวกท่านมีวันรื่นเริงสนุกสนานอยู่สองวัน ทว่าพระองค์อัลลอฮฺทรงเปลี่ยนให้ดีกว่าวันทั้งสองดังกล่าว

นั่นคือวันอีดิลฟิฏริ และวันอีดิลอัฎหา” (บันทึกโดยนะสาอีย์ หะดีษที่ 1538)

 

ฉะนั้นหะดีษข้างต้นระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ก่อนหน้านี้จะมีวันรื่นเริงวันใด หรือกี่วันก็ตามนั่นไม่ใช่ประเด็น

แต่ประเด็นคือภายหลังที่อิสลามได้ถูกอุบัติขึ้น อิสลามได้ทดแทนวันที่อนุญาตให้บรรดามุสลิมสนุกสนานรื่นเริงได้เพียงแค่สองวันเท่านั้น

นั่นคือ วันอีดิลฟิฏริ และวันอีดิลอัฎหา

 

ครั้นเมื่อหลักการของศาสนาอนุมัติให้มุสลิมฉลอง หรือรื่นเริงได้เพียงสองวันในรอบปีเท่านั้น

บรรดามุสลิมจะแสวงหาวันรื่นเริง หรือวันฉลองอื่นจากวันอีดิลฟิฏริ (عيد الفطر) หรืออีดิลอัฎหา (อ่านว่า อัด-ฮา عيد الأضحى  ) ไม่ได้

เพราะเมื่อท่านรสูล   ยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่ามุสลิมมีวันรื่นเริงเพียง 2 วันเท่านั้น มุสลิมที่ศรัทธามั่นคงก็ต้องปฏิบัติคำสั่งของท่านรสูลุลลอฮฺ    อย่างเคร่งครัด

 

อีกทั้งท่านรสูลุลลอฮฺยังกำชับให้ออกห่างจากการเลียนแบบแนวคิด,วิถีชีวิต และพฤติกรรมของพวกยะฮูดีย์ และพวกนัศรอนีย์อีกด้วย ดั่งที่ท่านรสูลุลลอฮฺ

กล่าวไว้ว่า “ و لا تشبهوا باليهود ولا بالنصارى  “ ความว่า “พวกท่านอย่าเลียนแบบพวกยะฮูดีย์ (พวกยิว) และพวกนัศรอนีย์ (พวกคริสเตียน) “

(บันทึกโดยอะหฺมัด หะดีษที่ 8230)

 

หะดีษข้างต้นระบุไว้อย่างชัดเจนว่า มุสลิมมีจุดยืนของมุสลิมโดยมีอุดมการณ์อันแน่วแน่ว่าไม่ยอมเลียนแบบพฤติกรรม,

ประเพณี หรือวัฒนธรรมของประชาชาติอื่น โดยเฉพาะประชาชาติยะฮูดีย์ และนัศรอนีย์โดยเด็ดขาด เพราะนั่นคือคำสั่งที่ท่านรสูลุลลอฮฺ

ต้องการให้มุสลิมเป็นประชาชาติตัวอย่าง เป็นประชาชาติที่นำประชาชาติอื่น ไม่ใช่เป็นประชาชาติที่เลียนแบบประชาชาติอื่น

หรือเป็นประชาชาติต่ำต้อยยอมเดินตามหลังประชาชาติอื่นนั่นเอง  เมื่อเป็นเช่นนั้น  ลองกลับมาพิจารณาเถิดว่า

การกำหนดวันปีใหม่ของสากล หรือปีใหม่ของโลกนั้นมาจากแหล่งไหน? ผลลัพธ์คือ มาจากพวกโรมัน และพวกอังกฤษ

ซึ่งก็อยู่ในกลุ่มของอะฮฺลุลกิตาบ หรือพวกยะฮูดีย์ และนัศรอนีย์นั่นเอง  เมื่อเป็นเช่นนั้นบรรดามุสลิมยิ่งจะต้องออกห่างจากการเฉลิมฉลอง

และจัดงานรื่นเริงปีใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย จึงเป็นไปไม่ได้ที่มุสลิมจะรณรงค์กันจัดงานปีใหม่ขึ้นในบ้าน หรือจัดในชุมชนมุสลิม

เพราะนั่นเป็นวัฒนธรรมของพวกยะฮูดีย์ และนัศรอนีย์ ดั่งที่ท่านรสูลุลลอฮฺ  สั่งห้ามมิให้มุสลิมเลียนแบบกลุ่มชนทั้งสองข้างต้น

แม้นว่ามุสลิมคนใดจัดงานปีใหม่ขึ้น นั่นก็หมายรวมว่า ความเป็นประชาชาติตัวอย่างได้เหือดหายไป

จากจิตสำนึกของมุสลิมทีละน้อยทีละน้อยจนในที่สุดก็หามีจิตสำนึกแห่งการเป็นประชาชาติตัวอย่างไม่

 

ใช่แต่เท่านั้น ท่านรสูลุลลอฮฺ  มิได้สั่งห้ามบรรดามุสลิมเที่ยวงาน หรือจัดงานเฉลิมฉลองเยี่ยงการจัดงานของประชาชาติอื่นเท่านั้น

แต่บริเวณใด หรือสถานที่ใดที่อดีตเคยจัดงานเฉลิมฉลองของกลุ่มชนที่มีความเชื่อ หรือศาสนาอื่นจากอิสลาม ท่านรสูลุลลอฮฺ

ก็ยังสั่งห้ามมิให้มุสลิมเข้าไปร่วมกิจกรรมยังบริเวณ หรือสถานที่แห่งนั้นอีกต่างหาก ท่านษาบิต

บุตรของเฎาะฮากเล่าว่า “ ชายผู้หนึ่งบนบาน (นะซัร) ว่าจะเชือดอูฐหนึ่งตัว ณ บริเวณ (ที่เรียกว่า) บุวานะฮ,

ท่านรสูลุลลอฮจึงถามเขาว่า ณ สถานที่แห่งนั้นเคยมีรูปเจว็ดหนึ่งจากบรรดารูปเจว็ดที่เคยถูกเคารพภักดีในสมัยญาฮิลียะฮ์

(หมายถึงสมัยก่อนที่ท่านรสูล  ถูกแต่งตั้งให้เป็นนบี) หรือไม่ ? บรรดาเศาะหาบะฮ์ตอบว่า ไม่เคยมีการกระเช่นนั้นครับ,

ท่านรสูลถามต่ออีกว่า สถานที่แห่งนั้นเคยมีการจัดงานวันรื่นเริงของพวกเขาหรือไม่ ?

บรรดาเศาะหาบะฮ์ก็ตอบว่า ไม่เคยมีการกระทำกันครับ, ท่านรสูล  จึงกล่าวขึ้นว่า

เช่นนั้นท่านจงทำให้สิ่งที่ท่านบนบานให้ครบถ้วนสมบูรณ์เถิด

แท้จริงไม่มีการทำบนบานที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในเรื่องของการฝ่าฝืนพระองค์อัลลอฮ์ “ (บันทึกโดยอบูดาวูด หะดีษ 2881)

หะดีษข้างต้นทำให้มุสลิมต้องพิจารณาถึงท่าทีของตนเองให้มากๆ เพราะมุสลิมบางคนยังคงไปเที่ยวงานส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่

โดยไปร่วมงานนับถอยหลังเพื่อเข้าวันที่ 1 มกราคม โดยต้องการมีส่วนร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่กับประชาชาติอื่นอย่างสนุกสนาน

แต่ท่านรสูลุลลอฮฺ  กลับระบุว่า สถานที่ซึ่งเคยถูกทำให้เป็นสถานที่จัดงานรื่นเริงนั้นมุสลิมก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวใดๆ ทั้งสิ้นนั่นเอง

พึงทราบเถิดว่า อะไรที่มิใช่วิถีชีวิตของมุสลิม  วาญิบ (จำเป็น) สำหรับมุสลิมจะต้องออกห่างจากวิถีชีวิตเยี่ยงนั้น

 

อนึ่ง อาจมีบางท่านอ้างว่า จริงอยู่ถึงแม้ว่าไม่อนุญาตให้บรรดามุสลิมเฉลิมฉลองในวันที่ 1 มกราคมซึ่งเป็นวันปีใหม่สากลก็ตาม

แต่มุสลิมสามารถเฉลิมฉลองปีใหม่อิสลามได้ นั่นคือให้รื่นเริงและฉลองกันในวันที่ 1 มุหัรฺร็อมของทุกๆ ปี ซึ่งเป็นวันปีใหม่อิสลาม

โดยอ้างหลักฐานจากข้อมูลที่ว่า

“วันที่ 1 เดือนมุฮัรรัม เป็นวันแรกของการเริ่มศักราชใหม่ ตามประวัติศาสตร์ถือเป็นวันที่ท่านศาสดามูฮัมมัดลี้ภัยจากนครมักกะฮ์ไปสู่นครมะดีนะฮ์

เมื่อวันนี้ได้เวียนมาบรรจบ มุสลิมจึงรำลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น แต่เพื่อมิให้การรำลึกภาพเหตุการณ์สำคัญในวันนั้นเป็นการสูญเปล่าก็ประกอบกิจกรรมกุศล

เช่น การอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน การเอ่ยคำสดุดีสรรเสริญองค์ศาสดา ตลอดจนขอพรมาปฏิบัติเสริมอันเป็นสิริมงคล” 2

 

ข้อมูลข้างต้นที่อ้างมานั้นถือว่าเป็นการอ้างอิงที่ไม่ใช่หลักวิชาการ แต่เป็นการอ้างอิงด้วยการวินิจฉัยเอาเองว่าการทำพิธีกรรมในวันที่ 1 มุหัรฺร็อม

เป็นสิ่งที่ดี อีกทั้งยังเป็นการรำลึกภาพเหตุการณ์สำคัญในวันนั้น ซึ่งแนวคิดดังกล่าวถือว่าเป็นการอุตริกรรมขึ้นใหม่ในศาสนา (บิดอะฮฺ)

หากว่าแนวคิดข้างต้นเป็นสิ่งที่ดีแล้วไซร้ ท่านนบีมุหัมมัด   จะต้องกระทำเป็นบุคคลแรกแล้วนั่นเอง

หรือไม่บรรดาเศาะหาบะฮฺก็ต้องมีร่วมกันรำลึกวันที่ 1 มุหัรฺร็อมของทุกๆ ปี เนื่องจากเป็นวันปีใหม่อิสลาม แต่ทว่าสิ่งข้างต้นไม่มีแบบฉบับจากท่านรสูล

หรือไม่มีการปฏิบัติของบรรดาเศาะหาบะฮฺแม้แต่คนเดียว ฉะนั้นสิ่งข้างต้นจึงเป็นเรื่องเหลวไหล และเป็นเรื่องที่อุตริกรรมขึ้นใหม่ในศาสนา (บิดอะฮฺ) นั่นเอง,

ใช่แต่เท่านั้น การกำหนดเดือนมุหัรฺร็อมเป็นเดือนแรกของปฏิทินอิสลามนั้นกลับมิได้ถูกกำหนดจากท่านนบีมุหัมมัด

เลยแม้แต่น้อย แต่ถูกดำริขึ้นในสมัยของเคาะลีฟะฮฺอุมัรฺ ดั่งมีรายละเอีดยดั่งนี้

การนับวันและเดือนในอิสลามกำหนดให้ใช้ระบบจันทรคติเป็นหลัก

แต่อาหรับในยุคก่อนยังไม่มีการกำหนดวิธีนับปี มีแต่เพียงเล่าขานต่อๆกันมาด้วยเหตุการณ์สำคัญๆที่เกิดขึ้น เช่น กล่าวว่า ท่านนบีมุฮัมมัด  เกิดในปีช้าง

 

ในปีนั้นมีเหตุการณ์สำคัญคือ อับเราะหะฮฺ เจ้าเมืองยะมันยกกองทัพช้างมุ่งตรงมายังมักกะฮฺหมายจะทำลายอัลกะอฺบะฮฺ

แต่อัลลอฮฺได้ทรงพิทักษ์รักษาบ้านของพระองค์โดยทรงบันดาลให้ฝูงนกอะบาบีลคาบก้อนหินมาถล่มใส่กองทัพช้างของอับเราะหะฮฺจนย่อยยับไป

ต่อมาหลังจากท่านนบีมุฮัมมัด  สิ้นชีวิตไป แผ่นดินอิสลามได้แผ่ขยายออกไปกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคการปกครองของท่านเคาะลีฟะฮฺอุมัร

ซึ่งสืบทอดการปกครองอาณาจักรอิสลามเป็นเคาะลีฟะฮฺคนที่ 2 ต่อจากท่านเคาะลีฟะฮฺอบูบักร์ ท่านอุมัรได้จัดระบบการบริหารราชการแผ่นดิน การเงิน การคลัง

ให้เป็นระเบียบ มีการทำสำมะโนประชากร มีการทำบันทึกรายได้รายจ่ายของรัฐอย่างเป็นระบบ จึงพบปัญหาว่าไม่สามารถระบุวันที่ได้แน่นอน

เกิดความสับสนในการบันทึกเอกสารต่างๆ บางทีเดือนเดียวกันแต่ไม่ทราบว่าเป็นปีใด

 

ท่านอุมัรได้ปรึกษาหารือกับบรรดาสาวกของท่านนบีที่ร่วมบริหารงานอยู่ก็มีมติให้ ปรับปรุงการกำหนดปีกันใหม่

บางคนเสนอให้ใช้ศักราชโรมัน บางคนเสนอให้ใช้ศักราชเปอร์เชีย บ้างก็เสนอให้ใช้วันเกิดของท่านนบีเป็นศักราชอิสลามบ้าง

ให้ใช้วันที่ท่านนบีได้รับการแต่งตั้งเป็นนบี  บ้าง หรือให้ใช้วันเสียชีวิตของท่านเป็นจุดเริ่มต้นนับศักราชอิสลามบ้าง

แต่ท่านอุมัรไม่เห็นด้วยที่จะรับวิธีคิดตามอย่างพวกที่พยายามหาทางทำลายล้างและเป็นปฏิปักษ์กับอิสลามมาใช้

และไม่เห็นด้วยที่จะเอาวันเกิดวันตายของท่านนบี มากำหนดศักราชอิสลามเลียนแบบศาสนาอื่น

 

ในที่สุด ท่านอะลี หนึ่งในคณะที่ปรึกษา (ซึ่งต่อมาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺคนที่ 4) ได้เสนอให้

เอาการอพยพ (หิญเราะฮฺ) ของท่านนบีจากมักกะฮฺไปสู่มะดีนะฮฺเป็นจุดเริ่มต้นนับศักราชใหม่ของอิสลาม

เนื่องจากเป็นนิมิตหมายถึงความสำเร็จในการสถาปนารัฐอิสลามของท่านนบี

และยิ่งกว่านั้นการอพยพครั้งนั้นยังเป็นการจำแนกความจริงจากความเท็จและความหลงผิด ได้อย่างชัดเจน

ท่านอุมัรเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเสนอนี้ การปรึกษาหารือเรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณปีที่ 17-18 หลังจากการหิญเราะฮฺ

จึงมีมติให้เริ่มนับศักราชอิสลามตั้งแต่ปีที่ท่านนบีอพยพ เรียกว่า หิญเราะฮฺศักราช

พิธีกรรมอย่างหนึ่งของชาวอาหรับที่มีมาแต่โบราณคือพิธีหัจญ์ ซึ่งจะมีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศมาร่วมพิธีที่นครมักกะฮฺ

และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีหัจญ์ก็พอดีย่างเข้าเดือนมุหัรรอม จะเป็นจุดเริ่มต้นการค้าขายและธุรกิจต่างๆ

ชาวอาหรับจึงนับเดือนมุหัรรอมนี้เป็นเดือนแรกของปี ศักราชอิสลามก็ยังคงนับเดือนมุหัรรอมเป็นเดือนแรก มิใช่เริ่มนับ

ณ วันที่ท่านนบีอพยพ (ท่านนบีอพยพในเดือนเราะบีอุลเอาวัลซึ่งเป็นเดือนที่ 3 ของปี)

 

แต่เริ่มนับวันที่ 1 มุหัรรอมของปีที่ท่านนบี  อพยพ เป็นวันเริ่มต้นหิญเราะฮฺศักราช ตำราบางเล่มกล่าวว่าวันนั้นตรงกับวันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.632

(ตามปฏิทิน Julian Calendar) เนื่องจากการกำหนดศักราชอิสลามนี้เกิดขึ้นหลังจากท่านนบีสิ้นชีวิตไปแล้วถึง 17-18 ปี

วันปีใหม่ของหิญเราะฮฺศักราชจึงไม่ถือเป็นวันสำคัญทางศาสนา และไม่ปรากฏว่ามุสลิมในยุคแรกๆเฉลิมฉลองวันปีใหม่นี้

แต่พวกเขายึดมั่นในวันสำคัญ 2 วัน คือ อีดิลฟิฏริ และ อีดิลอัฎฮา ที่พระองค์อัลลอฮฺทรงประทานให้เพื่อล้มล้าง

และยกเลิกวันสำคัญหรือพิธีกรรมเก่าๆที่เคยยึดถือปฏิบัติกันมาในยุคก่อนเข้ารับอิสลาม

และจากการพิจารณาถึงวิธีกำหนดศักราชอิสลาม จะเห็นว่าท่านเคาะลีฟะฮฺอุมัรพยายามอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงการเลียนแบบวิธีคิดและประเพณีปฏิบัติตามลัทธิศาสนาอื่น 3

 

สรุปว่าสาเหตุที่ศาสนาไม่อนุญาตให้มุสลิมร่วมงาน หรือจัดงานปีใหม่มีดั่งนี้

  1. สิ่งข้างต้นเป็นการอุตริกรรมขึ้นใหม่ซึ่งไม่ปรากฏจากบทบัญญัติที่อนุญาตให้เฉลิมฉลองในวันดังกล่าว
  2. สิ่งข้างต้นนั้นมาจากพวกยะฮูดีย์ และนัศรอนีย์ ซึ่งมีบทบัญญัติศาสนาให้ออกห่างการเลียนแบบตามทั้งสองกลุ่มนั้นอย่างสิ้นเชิง
  3. มุสลิมถูกสั่งสอนให้ตามแนวทางจากอัลกุรฺอานและสุนนะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด  หน้าที่ของบรรดามุสลิมจึงต้องปฏิบัติตามแนวทางของอิสลามอย่างเคร่งครัด  เมื่อเป็นเช่นนั้นศาสนาระบุไว้อย่าชัดเจนว่า ศาสนาเปิดโอกาสให้บรรดามุสลิมสนุกสนานรื่นเริง และเฉลิมฉลองในรอบปีได้มีเพียงสองวัน อันได้แก่ วันอีดิลฟิฏริ และอีดิลอัฎหาเท่านั้น, ส่วนการเฉลิมฉลองในวันปีใหม่ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชีวิตของมุสลิมเลยแม้แต่น้อย หน้าที่ของมุสลิมจึงจะต้องออกห่างจากการเฉลิมฉลองในวันดังกล่าวอย่างไม่ต้องสงสัย
  4. การที่มุสลิมหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่สนุกสนานรื่นเริงนั้น จะทำให้หัวใจของมุสลิมหมกมุ่น และสาละวนอยู่กับสิ่งที่ไร้สาระ  ซึ่งเป็นสิ่งที่ค้านกับทางนำแห่งสัจธรรมจากพระผู้เป็นเจ้า    ขอให้พระองค์อัลลอฮฺทรงเมตตาชี้ทางนำให้แก่ผู้ที่หลงผิดด้วยเถิด

การให้ของขวัญ และบัตรอวยพรในวันปีใหม่

บัตรอวยพรคริสต์มาสพิมพ์ครั้งแรกโดยบริษัทลอนดอนจำกัด ทำออกจำหน่ายในปี ค.ศ. 1843

ต่อมามีบริษัทอื่นๆ พิมพ์ออกมาและจำหน่ายอย่างกว้างขวาง เป็นที่นิยมกันอย่างมากมายจนพิมพ์แทบไม่พอขาย

ปัจจุบันการส่งบัตรอวยพรคริสต์มาสและปีใหม่กลายเป็นธรรมเนียมถือปฏิบัติกันทั่วโลก

โดยส่งคำอวยพรถึงกันและกันในครอบครัว และระหว่างเพื่อนฝูงมิตรสหาย

เพราะเป็นวิธีหนึ่งที่จะแสดงความระลึกถึงกันได้เป็นอย่างดีในโอกาสฉลองเทศกาลอันสำคัญนี้ ซึ่งเป็นวาระแห่งความปีติยินดี

จุดประสงค์ของการส่งบัตรอวยพรนั้น เพื่อแสดงความสุข ความยินดีในวันคริสต์มาส

และส่งความปรารถนาดีรำลึกถึงกันและกันด้วยใจจริง ถ้าหากขาดเป้าหมายเหล่านี้แล้ว

บัตรอวยพรราคงแพงที่สวยหรู และถ้อยคำอวยพรที่ไพเราะเพราะพริ้งจะไร้ความหมายทันที  4

ธรรมเนียมที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่คริสต์ศาสนิกชนนิยมทำกันมากที่สุดคือ การส่งบัตรอวยพร (Greeting Card)

ไปยังญาติสนิทมิตรสหาย โดยบรรจุข้อความที่สำคัญและประทับใจเช่น Merry Christmasอวยพรขอให้ผู้รับมีความสุข สดชื่น

และสมปรารถนาด้วยอำนาจแห่งพระมหากรุณาธิคุณของพระผู้เป็นเจ้า 5

 

สรุปที่มาของบัตรอวยพรปีใหม่

การส่งบัตรอวยพรในวันปีใหม่ ถือว่าเป็นธรรมเนียมที่นิยมปฏิบัติกันสำหรับคริสต์ศาสนิกชน

ประเด็นชี้แจง

ศาสนาอิสลามอนุญาตให้มอบของขวัญ หรือแม้แต่การเขียนบัตรอวยพรให้แก่มุสลิมด้วยกันได้ เพราะนั่นถือว่าเป็นเรื่องของสังคม

แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่กำหนดวันเจาะจงที่จะมอบให้อย่างตายตัว มุสลิมสามารถมอบของขวัญ หรือบัตรอวยพรได้ตลอดเวลา

แต่ถ้ามุสลิมคนใดเจาะจงมอบให้เฉพาะวันคริสต์มาส หรือวันปีใหม่ เท่ากับว่ามุสลิมผู้นั้นกำลังเลียนแบบกลุ่มอื่นแล้ว

ดั่งเช่นที่ท่านรสูลุลลอฮฺ  กล่าวไว้ว่า “ من تشبه بقوم فهو منهم  “

ความว่า “บุคคลใดที่เลียนแบบชนกลุ่มใดเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้น” (บันทึกโดยอบูดาวูด หะดีษที่ 3512)

 

ดังนั้น  เมื่อศาสนาไม่อนุญาตในรื่นเริง และเฉลิมฉลองในวันปีใหม่ หรือเทศกาลปีใหม่

เช่นนี้มุสลิมก็ต้องหลีกเลี่ยงโดยไม่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกิจกรรมใดในเทศกาลดังกล่าว

ไม่ว่าจะมีส่วนร่วมให้นำสิ่งของต่างๆ ที่บ่งบอกว่าเราได้มีส่วนร่วมในวันนั้น

ไม่ว่าจะในเรื่องของการกิน การดื่ม  เสื้อผ้า  ของขวัญ  หรืออย่างอื่นๆ อีก

เป็นหน้าที่เหนือมุสลิมทุกคนที่จะต้องภาคภูมิใจในศาสนาของตนเอง

และเขาจะต้องไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับทุก ๆ เทศกาลที่ไม่ใช่อิสลามอย่างสิ้นเชิง

เราขอให้พระองค์อัลลอฮผู้ทรงสูงส่งทรงโปรดปกป้องพี่น้องมุสลิมจากการทดสอบทั้งหลาย

ไม่ว่าในที่ลับและที่แจ้ง  และขอให้พระองค์ทรงคุ้มครองและประทานทางนำ

หรือแนวทางแห่งสัจธรรมให้กับพวกเราด้วยเถิด อามีน  (ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงรับคำวิงวอนนี้ด้วยเถิด)

 

1  หนังสือ “วันสำคัญ” หน้า 192-193 เขียนโดยบุญเติม แสงดิษฐ

2   หนังสือ “คู่มือข้าราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” หน้า 56

3   ข้อมูลจากเว็บไซต์ www.muslimthai.com ซึ่งไม่ทางเว็บไซต์มิได้ระบุบุคคลที่เขียน หรือแหล่งที่มา

4   พิษนณุ อรรมภิญญ์, “ความเป็นมาของวันคริสต์มาส” หน้า 29-30

5   สุเมธ เมธาวิทยกูล, “ศาสนาเปรียบเทียบ” หน้า 126

ที่มา : คัดลอกจากhttp://www.mureed.com/article/Newyear.htm

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

islam-talks.com อิสลาม คือ ทางรอด, Powered by Joomla!; Joomla templates by SG web hosting