HOTLINE

hotline160

หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์อิสลาม

สมัคร nikah

สนับสุนนโดย

salihah_shop_banner160

halal shop

ร้านขายหนังสืออิสลาม

anisahijab

 

อิสลามกับวันวาเลนไทน์  อีเมล

ค. การฉลองวันวาเลนไทน์เริ่มมีขึ้นในสมัยกลางของยุโรป แต่การที่ถือว่าเซนต์วาเลนไทน์เป็นนักบุญผู้อุดหนุนคู่รัก เป็นเรื่องที่กลายมาในช่วงหลัง

โดยถือว่าเป็นผู้ช่วยเหลือคนมีความรักที่ตกอยู่ในความทุกข์ถูกข่มบังคับ

 

ง. การที่วันที่ระลึกเซนต์วาเลนไทน์กลายมาเป็นวันแห่งความรักนั้นเป็นเรื่องบังเอิญ ซึ่งที่จริงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเซนต์วาเลนไทน์เลย

แต่เรื่องมาโยงกันและกลายไป    คงจะเนื่องจากชาวยุโรปสมัยกลางมีความเชื่อว่านกเริ่มฤดูผสมพันธุ์ในวันที่ 14 กุมภาพันธุ์

การเขียนข้อความแสดงความรักส่งถึงกันในวันนี้ก็ว่าเริ่มมาแต่ปลายสมัยกลาง

โดยถือว่าเป็นวันเริ่มฤดูผสมพันธุ์ของนกนั่นเอง (บ้างก็ว่าเริ่มในคริสต์ศตวรรษที่ 16)

ส่วนในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการจัดทำการ์ดวาเลนไทน์เป็นธุรกิจในช่วง ค.ศ.1840-1849

 

จ. "วาเลนไทน์" คือวันที่ชาวคริสต์ใช้เป็นสัญญลักษณ์แทนความระลึกถึง "เซนต์วาเลนไทน์"

บุรุษผู้มีความรัก ความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์จนทำให้เขาต้องจบชีวิตตัวเอง

และหนุ่มผู้มีหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักนี้ ถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธุ์ ค.ศ.270

เรื่องราวทั้งหมดก็มีอยู่ว่า ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 สมัยที่จักรพรรดิคลอดิอุสที่  2 ปกครองอาณา-จักรโรมัน

นักบุญวาเลนไทน์ซึ่งมีชื่อจริงว่า "วาเลนตินัส" เป็นผู้นำคริสเตียนที่มีความอาทรต่อเพื่อนมนุษย์เป็นอย่างมาก

นักบุญผู้นี้มักลอบนำข้าวของเครื่องใช้และอาหารไปวางไว้หน้าประตูบ้านของคนยากจนเสมอๆ

เป็นเรื่องน่าเศร้า ที่สมัยนั้นอาณาจักรโรมันเป็นสังคมเทวนิยมจึงมีกฎห้ามไม่ให้ชาวโรมันนับถือคริสต์

เมื่อเป็นเช่นนั้นทำให้วาเลนตินัสถูกทางการจับเข้าคุกโทษฐานที่เขาเป็นคริสเตียน

ครั้นพอเข้าไปอยู่ในคุก เขาก็บังเอิญไปพบรักกับหญิงตาบอดซึ่งเป็นลูกสาวผู้คุม

วาเลนตินัสอธิษฐานต่อพระเจ้าขอให้ดวงตาของหญิงอันเป็นที่รักกลับมามองเห็นได้อย่างคนปกติทั่วไปอีกครั้ง

แล้วคำขอก็สัมฤทธิ์ผล ทำให้ครอบครัวของหญิงคนนั้นหันมานับถือพระเจ้า และพระเยซูตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อจักรพรรดิทราบเรื่องก็โกรธมาก สั่งให้ทหารโบยวาเลนตินัสก่อนจะบัญชาการให้ทหารนำเอาตัวไปตัดศีรษะในตอนรุ่งเช้าวันที่ 14 กุมภาพันธุ์

คืนสุดท้ายก่อนตาย เขาได้เขียนจดหมายอำลาคนรักลงท้ายว่า "จากวาเลนไทน์ของเธอ"

เรื่องราวของวาเลนตินัสเป็นที่ร่ำลือไปทั่วโลก เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้สร้างความประทับใจให้กับคนทั้งโลกโดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์

ดังนั้น ชาวคริสต์จึงถือเอาวันที่ 14 กุมภาพันธุ์ เป็นวันวาเลนไทน์เพื่อระลึก ถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของหนุ่มนักบุญคนนี้

 

ฉ. วันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรัก เริ่มต้นขึ้นมาจากวันฉลองเพื่อระลึกถึงคริสเตียน 2 คนที่เสียสละเพื่อมนุษย์ ชื่อ วาเลนไทน์ (Valentine)

แต่ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันนี้ ก็ไม่มีสิ่งไหนที่เกี่ยวพันถึงชีวิตของนักบุญเหล่านี้ ประเพณีนี้บางทีจะมาจากประเพณีโรมันโบราณที่เรียกว่า ลูเปอร์คาเลีย(Lupercalia)

ชาวโรมันฉลองวันลูเปอร์คาเลียเป็นประเพณีแห่งความรักของหนุ่มสาว ชายและหญิงสาวจะเลือกคู่สำหรับประเพณีนี้โดยการเขียนชื่อตนใส่กล่องและจับฉลาก

เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงความรัก และปกติเขาจะยังคงติดต่อสัมพันธ์กันเป็นเวลานานหลังจากประเพณีนี้ผ่านไปแล้ว หลายคู่ก็จะลงเอยด้วยการแต่งงาน

หลังจากที่ความเป็นคริสเตียนแพร่หลายออกไป ชาวคริสเตียนก็พยายามที่จะให้ความหมายของประเพณีนี้ในแง่ของคริสเตียน และพวกเขาเปลี่ยนมาใช้วันที่ 14 กุมภาพันธุ์

แต่ความหมายตามความรู้สึกแบบประเพณีเก่าก็ยังคงมีมาถึงปัจจุบัน

 

ข้อมูลชี้แจงสำหรับข้อ ก.

จากข้อสันนิษฐาณในข้อ ก. ผู้เขียนพอสรุปเนื้อหาได้ว่า วันวาเลนไทน์เป็นวันเฉลิมฉลอง

เนื่องจากการรำลึกถึงพระเจ้าลูเปอร์คุส ของพวกโรมันโบราณต่อมาได้โยงเข้ากับเรื่องการพลีชีพของนักบุญที่ชื่อ"วาเลนไทน์"

ซึ่งอยู่ในวันที่ใกล้เคียงกัน หากวันวาเลนไทน์มีที่มาจากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจริง

นั่นเท่ากับว่าไม่อนุญาตให้มุสลิมคนใดมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวันวาเลนไทน์โดยเด็ดขาด

เพราะถ้ามุสลิมคนใดมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในวันดังกล่าว

ก็เท่ากับว่าเขามีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลองพิธีกรรมการรำลึกถึงพระเจ้าลูเปอร์คุสซึ่งเป็นพระเจ้าที่ชาวโรมันสมัยโบราณนับถืออยู่

 

ดังนั้น วันวาเลนไทน์ที่มาจากความเชื่อดังกล่าว จึงมิใช่เป็นเพียงวันที่ถูกกล่าวถึงวันแห่งความรักประการเดียว

ทว่ายังเป็นวันที่รวมเอาความเชื่อ(อะกิดะฮ) ทางศาสนาของชาวโรมันโบราณเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

ในหลักการของอิสลามได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนและรัดกุมว่า มุสลิมจะต้องไม่เคารพภักดีหรือเชื่อมั่นพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลอฮเท่านั้น

พระองค์อัลลอฮทรงตรัสไว้ในคัมภีร์อัล-กุรอ่านว่า

"และพวกท่านจงเคารพภักดีต่อพระองค์อัลลอฮเถิด และพวกท่านจงอย่าตั้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์"

 

ประเด็นต่อมา ความเชื่อในการรำลึกถึงพระเจ้าลูเปอร์คุสถูกผนวกกับการพลีชีพเพื่อศาสนาของนักบุญที่ชื่อ "วาเลนไทน์"

ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มุสลิมไม่สามารถร่วมกิจกรรมในวันวาเลนไทน์ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะมุสลิมคนใดก็ตามที่ร่วมฉลองวันวาเลนไทน์

เท่ากับว่าเขาได้ร่วมเฉลิมฉลองแสดงความรำลึกถึงนักบุญที่ชื่อว่าวาเลนไทน์ อีกทั้งยังแสดงความอาลัยต่อการจากไปของนักบุญผู้นั้น

อันสืบเนื่องมาจากการพลีชีพเพื่อศาสนาของเขา หลักการของอิสลามมิได้บัญญัติถึงการอนุญาตให้ร่วมแสดงความอาลัย

หรือเฉลิมฉลองให้แก่บุคคลสำคัญท่านใดทั้งสิ้น แม้แต่เฉลิมฉลองให้แก่ท่านนบีมู-หัมมัดก็ยังกระทำไม้ได้เลย

สำมะหาอะไรกับบุคคลที่มิใช่มุสลิม ด้วยประการข้างต้นเป็นแน่แท้ ท่านนบีมุหัมมัดจึงกำชับมิให้ไปเปลี่ยนแบบพิธีกรรมความเชื่อ ค่านิยม

หรือแม้กระทั่งการอ่านคัมภีร์ของศาสนาอื่นท่านนบีก็ยังไม่พอใจเสียด้วยซ้ำ

ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่ท่านนบีมุหัมมัดแสดงออกซึ่งความไม่พอใจต่อท่านอุมัรที่นำเอาบางส่วนของคัมภีร์เตารอด(คัมภีร์ของชาวยิว) มาอ่าน

โดยท่านนบีได้กล่าวว่า

"ฉันขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮว่า ถ้าหากว่ามูซายังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ เขาจะต้องไม่ปฎิบัติสิ่งใดนอกจากจะต้องปฎิบัติตามฉันเท่านั้น"

 

ข้อมูลชี้แจงสำหรับข้อ ข.

ข้อสันนิษฐาณเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ในข้อนี้พอสรุปได้ว่า เซนต์วาเลนไทน์เป็นผู้พลีชีพเพื่อศาสนาคริสต์ซึ่งถูกประหารชีวิตในกรุงโรม

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธุ์ ประมาณ ค.ศ.269 หรือ 270 ด้วยกับสาเหตุข้างต้น จึงกลายมาเป็นวันวาเลนไทน์จวบจนถึงปัจจุบันนี้

หากข้อมูลข้างต้นคือที่มาอันถูกต้องของวันวาเลนไทน์แล้ว ศาสนาอิสลามก็ไม่อนุญาตให้มุสลิมร่วมกิจจกรรมเกี่ยวกับวันดังกล่าว

พระองค์อัลลอฮทรงตรัสไว้ในคัมภีร์อัล-กุรอานว่า

"สำหรับพวกท่านคือศาสนาของท่าน และสำหรับฉันคือศาสนาของฉัน"

ประการที่สาม เซนต์วาเลนไทน์เป็นผู้พลีชีพเพื่อศาสนาคริสต์ ซึ่งถูกประหารชีวิตที่กรุงโรม เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธุ์ ประมาณ ค.ศ.269 หรือ 270

แสดงให้เห็นว่านักบุญวาเลนไทน์เกิดก่อนท่านนบีมุหัมมัดประมาณ 300 ปี เพราะท่านนบีมุหัมมัดเกิดประมาณ ค.ศ.570 แสดงว่า

ท่านนบีน่าจะต้องทราบเรื่องราวของนักบุญวาเลนไทน์อยู่บ้าง  เพราะผู้ที่นับถือศาสนาคริสที่อาศัยอยู่ในเมืองมักกะฮ

และมดีนะฮมีจำนวนมากมาย แต่ไม่พบหลักฐานว่าท่านนบีมุหัมมัดสั่งให้บรรดามุสลิมที่อยู่ร่วมกับท่าน(คือบรรกาฌศาะหาบะฮ)

ทำการเฉลิมฉลองวันแห่งความรักดังกล่าว ใช่แต่เท่านั้น ท่านนบีมุหัมมัดยังกำชับให้บรรดามุสลิมออกห่างจากการเลียนแบบชนกลุ่มอื่น

โดยเฉพาะยะฮูดีย์(ยิว) และนัศรอนีย์(คริสเตียน)ไว้อีกด้วย ดังที่ท่านนบีมุหัมมัดกล่าวไว้ว่า

"บุคคลใดก็ตามที่เลียนแบบแนวทางอื่นจากพวกเรา ถือว่ามิใช่พวกของเรา(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง)พวกท่านอย่าได้เลียนแบบตามพวกยะฮูดีย์ และนัศรอนีย์"

 

ข้อมูลชี้แจงข้อ ค.

ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ในข้อนี้พอสรุปได้ว่า การฉลองวันวาเลนไทน์เริ่มขึ้นในสมัยกลางของยุโรป แต่เซนต์วาเลนไทน์

ซึ่งเป็นนักบุญผู้อุดหนุนคู่รักกลายมาในช่วงหลัง โดยถือว่าเป็นผู่ช่วยเหลือบุคคลที่มีความรักซึ่งตกอยู่ในความทุกข์และถูกข่มบังคับ

หากข้อมูลข้างต้นเป็นที่มาที่ถูกต้องของวันวาเลนไทน์ ศาสนาก็ไม่อนุญาตให้มุสลิมร่วมกิจจกรรมในวันดังกล่าวด้วยเช่นกัน

เพราะนักบุญวาเลนไทน์เป็นผู้อุดหนุนคู่รัก และช่วยเหลือบุคคลที่มีความรักให้สมหวัง

หรือช่วยให้ผู้ที่มีความรักที่กำลังตกอยู่ในความทุกข์ได้รับความสุข ด้วยเหตุดังกล่าว

วันที่ 14 กุมภาพันธุ์ของทุกปีจึงเป็นวันแห่งความรัก อันสืบเนื่องมาจากนักบุญวาเลนไทน์ได้ช่วยเหลือบุคคลที่มีความรัก

หากมุสลิมร่วมฉลองในวันดังกล่าวก็เท่ากับว่าเห็นด้วยกับแนวคิดของนักบุญวาเลนไทน์ในการให้บุคคลที่มีความรักได้สมหวัง

แต่อิสลามสอนให้มุสลิมเห็นด้วยกับแนวทางที่มาจากพระองค์อัลลอฮ และแนวทางที่มาจากท่านนบีมุหัมมัดเท่านั้น

ส่วนแนวทางที่มิได้มาจากพื้นฐานทั้งสองถือว่าจะต้องละทิ้งอย่างเด็ดขาด

ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า

"สิ่งใดก็ตามที่ฉันสั่งใช้พวกท่าน พวกท่านจงยึดมั่นสิ่งนั้นไว้ และสิ่งใดก็ตามที่ฉันห้ามพวกท่าน พวกท่านจงละทิ้งสิ่งนั้นอย่างเด็ดขาด"

 

ประการต่อมา อิสลามไม่อนุมัติให้เชื่อฟังและปฎิบัติตามแนวความคิดของบรรดานักพรต บาทหลวง หรือผู้นำของศาสนาอื่นได้เลย

ท่านอะดีย์ บุตรของหาติม กล่าวว่า "ฉันมาหาท่านนบีมุหัมมัด ขณะที่ฉันสวม(สร้อยคอ)

ไม้กางเขนซึ่งทำมาจากทองที่คอของฉันเมื่อท่านนบีเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวแก่ฉันว่า

"โอ้ท่านอะดีย์ท่านจงโยนรูปเจว็ดนั้นทิ้งไปเสียเถิด!" จากนั้นฉันได้ยินท่านนบีอ่านกุรอ่านในสูเราะฮเตาบะฮ อายะฮที่31 ว่า

"พวกเขาได้ยึดเอาบรรดาพวกนักพรต(นักปราชญ์ของยิว) และบรรดาบาทหลวง (ของคริสเตียน) ของพวกเขาเป็นพระเจ้าอื่นจากพระองค์อัลลอฮ"

แล้วท่านนบีกล่าวต่ออีกว่า "พึงทราบเถิดว่า แท้จริงพวกเขามิได้เคารพบรรดาบาทหลวงของพวกเขาหรอก

แต่ทว่าเมื่อพวกเขา(หมายถึงนักปราชญ์ของยิว และบรรดาบาทหลวงของคริสเตียน)ทำสิ่งหนึ่งให้เป็นที่อนุมัติแก่พวกท่าน

พวกท่านก็ทำหใสิ่งนั้นเป็นที่อนุมัติไปด้วย และเมื่อพวกเขาทำให้สิ่งหนึ่งเป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกท่าน พวกท่านก็จะทำให้สิ่งนั้นเป็นที่ต้องห้ามไปด้วย"

 

คำกล่าวของท่านนบีมุหัมมัดเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า สิ่งใดก็ตามที่มาจากนักปราชญ์ของยิวหรือบรรดาบาทหลวงของคริสเตียน

หรือบรรดาผู้นำจากศาสนาอื่นๆ ซึ่งเป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเขา มุสลิมจะนำมาปฏิบัติไม่ได้โดยเด็ดขาด

เพราะการปฏิบัติตามพวกเขาถือเสมือนหนึ่งว่าได้ไปเคารพภักดีพวกเขาแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่แสดงภาพแห่งความเคารพด้วยท่าทางก็ตาม

แต่เป็นการเคารพทางความคิดที่ถูกกลั่นกรองมาจากพื้นฐานเดิมของศาสนาที่พวกเขานับถืออยู่

ดังที่ท่านนบีมุหัมมัดได้สั่งให้ท่านอะดีย์โยนสร้อยคอที่มีรูปไกางเขนทิ้ง  เนื่องจากไม้กางเขนเป็นสัญญลักษณ์ของผู้ที่นับถือศาสนาคริสเตียน

ถึงแม้ว่าท่านอะดีย์จะไม่ได้นับถือศาสนาคริสก็ตาม แต่ประหนึ่งว่าท่านอะดีย์ได้เชื่อฟังคำสั่งของบาทหลวงของพวกเขาที่สั่งใช้ให้แขวนไม้กางเขนดังกล่าว

ถ้าเช่นนั้นผู้เขียนขอถามมุสลิมว่า วันวาเลนไทน์มาจากแห่งใด? วันวาเลนไทน์มาจากตาสีตาสาตามท้องไร่ท้องนาใช่ไหม?

บุคคลที่กำหนดวันวาเลนไทน์คือบุคคลที่เลี้ยงแพะเลี้ยงแกะใช่ไหม?

ฉะนั้น จึงไม่ต้องตั้งคำถามอีกแล้วว่า มุสลิมจะร่วมกิจกรรมในวันวาเลนไทน์ได้หรือไม่?

เพราะผู้เขียนเชื่อว่าพี่น้องมุสลิมทุกท่านคงตอบคำถามข้างต้นนี้ได้ทุกคน

 

ข้อมูลชี้แจงสำหรับข้อ ง.

ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับวาเลนไทน์ในข้อนี้พอสรุปได้ว่า การฉลองวันวาเลนไทน์เป็นเรื่องบังเอิญซึ่งไม่เป็นความจริง

เพียงแต่ไปผนวกไว้กับช่วงที่นกเริ่มฤดูผสมพันธุ์ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวยุโรปในสมัยกลาง

หากข้อสันนิษฐานข้างต้นคือที่มาของวันวาเลนไทน์ที่แท้จริงแล้ว ศาสนาอิสลามไม่อนุญาตให้มุสลิมคนใดเข้าร่วมกิจกรรมในวันนั้นอย่างเด็ดขาด

ประการแรก มุสลิมจะไม่เชื่อโชคลางใดๆทั้งสิ้น ไม่เชื่อว่าเมื่อนกผสมพันธุ์กันในวันที่ 14 กุมภาพันธุ์ จะกลายเป็นวันแห่งความรักของมนุษย์ด้วย

ประการที่สอง มุสลิมจะต้องมอบหมายตนต่อพระองค์อัลลอฮเพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่อนุญาตให้มุสลิมมอบหมายตนยังสิ่งอื่น

หรือมีความเชื่อต่อวันและเวลาอย่างเด็ดขาด ยกตัวอย่างเช่น หากมุสลิมผู้หนึ่งกล่าวอ้างว่า ถ้าแต่งงานในวันที่ 14 กุมภาพันธุ์

ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก ชีวิตคู่ของบ่าวสาวภายหลังจากนั้นจะมีแต่ความสุขสดชื่นตลอดไป

ตามหลักการถือว่ามุสลิมผู้นั้นได้ตั้งภาคีต่อพระองค์อัลลอฮแล้ว เนื่องจากเขาถือชีวิตคู่จะมีความสุขไม่ได้

นอกจากจะต้องแต่งงานกันในวันที่ 14 กุมภาพันธุ์เท่านั้น เช่นนี้ถือว่ามุสลิมผู้นั้นมิได้มอบหมายตนต่อพระองค์อัลลอฮ แต่มอบหมายตนต่อวันที่ 14 กุมภาพันธุ์แทน

ประการที่สาม ศาสนาก็ไม่อนุญาตให้มุสลิมทำการอวยพรหรือแสดงความยินดีสำหรับผู้ที่แต่งงานในวันวาเลนไทน์ด้วยเช่นกัน

เพราะถือว่าสนับสนุนและส่งเสริมให้บุคคลอื่นมีความเชื่อต่อวันดังกล่าวว่าเป็นวันแห่งความดีงามและจะมีความรักอันยั่งยืนตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

ประการที่สี่ เนื่องจากชาวยุโรปในสมัยกลางมีความเชื่อว่านกเริ่มผสมพันธุ์ในวันที่ 14 กุมภาพันธุ์จึงผนวกเข้ากับวันวาเลนไทน์

ซึ่งถือว่าเป็นวันแห่งความรักจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เช่นนี้เองศาสนาจึงไม่อนุญาตให้มุสลิมร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าว

เพราะถือว่าไปนำแบบอย่างของศาสนาอื่นมาปฏิบัติ ซึ่งท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า

"บุคคลใดที่เลียนแบบกลุ่มชนอื่น ดังนั้นเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้นด้วย"

valentineday islam

ข้อมูลชี้แจงสำหรับข้อ จ.

หากข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์มีข้อสรุปว่า ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ถือว่าวันที่ 14 กุมภาพันธุ์เป็นวันวาเลนไทน์

เพื่อระลึกถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของนักบุญที่ชื่อ วาเลนตินัส เช่นนั้นศาสนาอิสลามก็ไม่อนุมัติให้มุสลิมร่วมกิจกรรมดังกล่าว

ประการแรก การกำหนดวันวาเลนไทน์นั้นมาจากศาสนาคริสต์ ซึ่งท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวสำทับต่อบรรดามุสลิมว่า

"พวกท่านจลอย่าเลียนแบบตามชาวยะฮูดีย์(ยิว) และชาวนัศรอนีย์(คริสเตียน)"

ฉะนั้น มุสลิมจึงต้องเข้มงวดในเรื่องการไม่ปฎิบัติตามพฤติกรรมที่มีพื้นฐานความเชื่อมาจากศาสนาอื่น

ประการที่สอง ศาสนาจะอนุญาตให้ปฏิบัติตามแนวทางของศาสนาอื่นได้ โดยมีเงื่อนไขว่าท่านนบีจะต้องเป็นผู้อนุมัติสิ่งนั้นเสียก่อน

หรือท่านนบีปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่าง เช่น การถือศีลอดในวันที่ 10 เดือนมุหัรร็อม ซึ่งครั้งหนึ่งนบีมุหัมมัดเดินทางกลับมายังเมืองมะดีนะฮ

ก็พบว่าพวกยิวกำลังถือศีลอดอยู่ ท่านนบีจึงเอ่ยถามขึ้นว่า พวกท่านถือศีลอดอะไรกัน? พวกเขาตอบว่า

วันนี้(หมายถึงวันที่ 10 มุหัรร็อม ) พระองค์อัลลอฮทรงช่วยเหลือนบีมูซา(โมเสส)ในวันดังกล่าว ส่วนฟิร-เอาน์จมน้ำสิ้นชีวิต(ในวันนั้นด้วย)

ดังนั้นท่านนบีมูซาจึงถือศีลอดในวันดังกล่าวเพื่อขอบคุณ(ต่อพระองค์อัลลอฮ) ท่านนบีจึงกล่าวขึ้นว่า

เรามีสิทธิต่อท่านนบีมูซามากกว่าพวกท่าน และท่านนบีจึงได้กำชับให้บรรดามุสลิมถือศีลอดกันในวันนั้น

ถึงแม้ว่าท่านนบีจะกำชับให้ถือศีลอดในวันดังกล่าว แต่ทว่าท่านก็ยังได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติตัวของมุสลิมชาวยิว

โดยให้บรรดามุสลิมถือศีลอดในวันที่ 9 มุหัรร็อมเพิ่มอีกหนึ่งวัน และท่านนบียังตั้งเจตคติไว้ว่า เมื่อถึงเดือนมุหัรร็อมในปีหน้า

จะถือศีลอดในวันที่ 9 เพิ่มอีกวันหนึ่ง ครั้นยังไม่ถึงปีหน้าท่านนบีก็สิ้นชีวิตเสียก่อน

จึงเป็นแนวทางการปฏิบัติที่ส่งเสริมให้บรรดามุสลิมถือศีลอดในวันที่ 9 และ 10 ของเดือนมุหัรร็อมรวมเป็นสองวัน ซึ่งต่างจากชาวยิวที่ถือศีลอดเพียงวันเดียว

 

ข้อมูลชี้แจงสำหรับข้อ ฉ.

ประเด็นชี้แจงเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์สำหรับข้อนี้ ผู้เขียนเห็นว่าเนื้อหาก็ไม่แตกต่างจากประเด็นอื่นๆ

ซึ่งได้อธิบายมาแล้วค่อนข้างละเอียด ดังนั้นจึงขอละไม่อธิบายอีก

จากรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด พอที่จะสรุปให้เป็นบทเรียนและเป็นแนวทางในหารดำเนินชีวิตดังต่อไปนี้

 

1.มุสลิมจะต้องไม่นำสิ่งอื่นที่มิใช่อิสลาม หรือนำระบอบการดำเนินชีวิตอื่นจากอิสลามมาปฏิบัติ ดังที่พระองค์อัลลอฮได้ทรงตรัสไว้ในอัล-กุรอ่านว่า

"และบุคคลใดก็ตามที่แสวงหาศาสนาอื่นจากศาสนาอิสลาม ศาสนานั้นจะไม่ถูกรับจากเขา (หมายความว่าพระองค์อัลลอฮจะไม่ทรงรับศาสนานั้นจากเขาเป็นอันขาด)"

ดังนั้นวิถีชีวิตของมุสลิมจะต้องดำเนินตามแนวทางของอิสลามเท่านั้น จะนำวิถีอื่นจากอิส-ลามมาปฏิบัติมิได้ หากมุสลิมไปปฏิบัติตามแนวทางอื่น แน่นอน การงานที่เขาปฏิบัตินั้นจะไม่ถูกตอบรับจากพระองค์อัลลอฮอย่างเด็ดขาด ดังที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ในอายะฮอัล-กุรอานข้างต้น

 

2.ไม่อนุญาตให้มุสลิมเลียนแบบพฤติกรรมพวกยะฮูดีย์ และนัศรอนีย์ ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวเตือนไว้ว่า

"แน่นอนอย่างยิ่ง พวกท่านจะปฏิบัติตามแนวทางของกลุ่มชนก่อนหน้าพวกท่านคืบตามคืบ ศอกตามศอก ตามจนกระทั่งว่า หากพวกเขาเข้าลงรูแย้ พวกท่านก็จะตามพวกเขาเข้ารูแย้เช่นกัน" บรรดาเศาะหาบะฮกล่าวถามว่า "พวกเราจะตามพวกยะฮูดีย์และนัศรอนีย์ใช่ไหม?"  ท่านนบีตอบว่า "แล้วจะมีพวกไหนอีกล่ะ!"

อีกสำนวนหนึ่งกล่าวว่า "ตามจนกระทั่งว่า หากบุคคลใดในหมู่พวกเขาร่วมเพศกับภรรยาของพวกเขาข้างถนน แนนอนยิ่งพวกท่านก็จะปฏิบัติตามสิ่งนั้นด้วยเช่นเดียวกัน"

คำกล่าวของท่านนบีมุหัมมัดข้างต้นได้ฉายภาพแห่งการเลียนแบบได้อย่างชัดเจนที่สุด มุสลิมจะเลียนแบบพวกยิว และคริสเตียนทุกย่างก้าว ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติอย่างไร มุสลิมเก็บตกมาปฏิบัติจนเกือบหมดไม่เว้นแม้แต่วันวาเลนไทน์ซึ่งมาจากศาสนาคริสเตียนอันเป็นที่รู้กันดีอยู่ แต่มุสลิมก็ยังปฏิบัติตามพวกเขาอยู่ ทั้งๆที่ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวสำทับไว้อย่างหนักแน่นว่า อย่าเดินตามแนวทางของพวกเขาโดยเด็ดขาด เพราะมิเช่นนั้น แล้วภาพลักษณ์ของความเป็นมุสลิมจะหายไป แล้วมีมุสลิมกี่คนที่ตอบสนองต่อคำสอนและคำสำทับดังกล่าวนั้น

3.มุสลิมจะต้องดำเนินชีวิตอย่างคนแปลกหน้า

ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า

"แท้จริง อิสลามเริ่มต้นอย่างคนแปลกหน้า และจะหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่งอย่างคนแปลกหน้า

ดังนั้นจงแจ้งข่าวดีกับคนแปลกหน้าเถิด(คนแปลกหน้าหมายถึง) บรรดาผู้ซึ่งฟื้นฟูแนวทางของฉัน

ขณะที่ผู้คนทั้งหลายสร้างความเสื่อมเสียภายหลังจากฉัน (หมายถึงภายหลังจากที่ท่านนบีมุหัมมัดสิ้นชีวิตไปแล้ว)

ท่านนบีมุหัมมัดกำลังจะบอกกับบรรดามุสลิมว่า ให้มุสลิมดำรงค์ชีวิตเฉกเช่นคนแปลกหน้า แปลกหน้าในที่นี้หมายถึงให้ปฏิบัติตามแนวทางที่มาจากพระองค์อัลลอฮ

และแนวทางที่มาจากท่านนบีมุหัมมัดในการใช้ชีวิตประจำวัน ถึงแม้ว่าสิ่งที่มุสลิมเพียงคนเดียวกำลังปฏิบัติอยู่นั้นจะสวนกระแสของสังคม

หรือสังคมส่วนใหญ่จะไม่ปฏิบัติและเกลียดชังก็ตาม มุสลิมก็จะต้องยืนหยัดอยู่เช่นนั้นตลอดไป เพราะอย่างไรเสียอิสลามเกิดมาอย่างคนแปลกหน้าอยู่แล้ว

ในไม่ช้าอิสลามก็จะหวนกลับมาอีกครั้งอย่างคนแปลกหน้าเช่นกัน ดังนั้นมุสลิมทุกคนที่ปฏิบัติตามหลักการของศาสนาพึงดีใจเถิดที่มีส่วนทำให้อิสลามจะได้หวนหลับมาอีกครั้งหนึ่งในอนาคต

จึงเป็นเรื่องที่ตรงประเด็นที่สุดสำหรับคำถามที่ว่า มุสลิมจะมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในวันวาเลนไทน์ได้หรือไม่? เพราะจะตอบได้ทันทีว่า หากมุสลิมคนใดที่ร่วมกิจกรรมในวันนั้นถือว่าไม่ใช่คนแปลกหน้า เพราะนั่นเป็นการทำตนเหมือนคนอื่นๆ ในสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นชอบและดีใจที่มีสมาชิกมาร่วมกิจกรรมดังกล่าว แตกลับเป็นที่กริ้วโกรธของพระองค์อัลลอฮ เพราะไม่ทำตนเป็นคนแปลกหน้าในการฟื้นฟูให้อิสลามได้หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ในทางตรงกันข้ามหากมุสลิมคนใดที่ไม่ยอมเข้าร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าว ถึงแม้จะร่วมเพียงเล็น้อยด้วยการกล่าวคำอวยพรให้กันในวันนั้นเขาก็ไม่กระทำมาตรว่า ผู้คนส่วนใหญ่จะชิงชังในการทำตัวแปลกประหลาดของเขาก็ตามเถิด แต่ในทัศนะของอิสลามถือว่าเขาอยู่ในตำแหน่งของคนแปลกหน้า ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะช่วยฟื้นฟูให้อิสลามได้หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง และพระองค์อัลลอฮทรงพึงพอใจอย่างยิ่งกับตำแหน่งดังกล่าว

 

ที่มา : http://www.mureed.com/article/valentine.htm

 

คอมเมนต์  

 
0 #4 %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
ถ้าคุณ arun อยากจะแลกเปลี่ย นความคิดเห็นก็โ ทรมาได้ตามเบอร์ โทรที่ให้นะคะ มีบางอย่างทำให้ รู้สึกว่าเราน่า จะเป็นเพื่อนกัน ได้
อ้างอิง
 
 
0 #3 %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
คุณ arun คะ โทรมาพูดคุยแลกเ ปลี่ยนความคิดเห ็นเล่าสู่กันฟัง ได้นะคะ 081 358 1340ศาสนาอิสลามเป ็นเรื่องง่ายที่ จะทำความเข้าใจ การปฏิบัติก็ไม่ ใช่เรื่องยากค่ะ สำหรับผู้ศรัทธา ความสุขสัมผัสได ้ด้วยใจ หากเข้าใจศาสนาจ ะเข้าใจบริบทของ ชีวิตเรา ผู้คน สัง คม สิ่งแวดล้อม โลกนี้ โลกหน้า สิ่งที่เรามองด้ วยตาไม่เห็น ใช่ว่าจะไม่มี ทุกสิ่งมีผู้สร้ าง ทุกอย่างในโลกนี ้มีผู้สร้าง สร้อย แหวน นาฬิกา บ้านเรือน กับขาว เสื้อผ้า ล้วนมีผู้สร้าง มนุษย์สร้างสิ่ง เหล่านี้ แต่ ดิน ฟ้า อากาศ อาหาร กลางวัน กลางคืน ดวงดาว ดวงจันทร์ พระอาทิตย์ ใครนะเป็นผู้สร้ าง ผู้บริหารกิจการ ทั้งมวล ผู้ให้ชีวิต ผู้ให้ความตาย ผู้ให้ความคุ้มค รอง ผู้ที่ไม่เคยร้อ งขอ มีแต่ให้ ให้ และให้ และให้อภัย และให้การตอบแทน ต่อผู้ทำความดี และให้การตอบแทน ต่อผู้ไม่สำนึกข อบคุณในสิ่งที่พ ระองค์ให้ พระองค์ให้แนวทา งการดำเนินชีวิต เพราะความรักและ ประสงค์ดีอยากให ้มนุษย์ที่พระอง ค์สร้างมีชีวิตท ี่มีความสุข พระองค์ไม่ได้กำ หนดแนวทางศาสนาเ พื่อทำให้เราทุก ข์ แต่ทำให้เราพ้นท ุกข์ ให้เรารอด ปลอดภัย
อ้างอิง
 
 
0 #2 %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
คุณ arun คะ แลกเปลี่ยนความเ ห็นเล่าสู่กันฟั ง โทรมาที่ 081 358 1340 ได้นะคะ
อ้างอิง
 
 
+2 #1 %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
ปฎิบัติตามหลักศ าสนาเเล้วชีวิตม ีเเต่ความทุกข์
อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

islam-talks.com อิสลาม คือ ทางรอด, Powered by Joomla!; Joomla templates by SG web hosting